เรื่อง มือปืนดาว/พระ/เสาร์

อาจเป็นด้วยเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้หนังไทยในตอนนี้มีการสอดแทรกใจความสำคัญทางการเมืองเผ่านาอย่างมากไม่ว่าจะมาจากมุมมองของข้างซ้ายหรือขวา ไม่ว่าจะเป็นมุมมองของฝั่ง liberal หรือ conservative ซึ่งอาการของการแทรกหลักสำคัญพวกนี้ของหนังในกระแสทั่วไป (รวมทั้งหนังอิสระอีกหลายเรื่อง) ออกมาเหมือนๆ กัน นั่นคือ ไม่พูดออกมาตรงๆ ไม่พาดพิงถึงใครแบบเฉพาะเจาะจง แต่จะใช้วิธีการเปรียบเทียบอ้างอิงในรูปแบบเสียดสีแล้วให้คนดูกลับไปตีความเองเสียมากกว่า ซึ่งก็ตรงกับอาการของการเอ่ยถึงการเมืองไทยโดยทั่วๆ ไปซึ่งมีลักษณะเฉพาะอยู่สองข้อ นั่นคือ ข้อแรก-การทำตัวคลุมเครือให้เหมือนว่าเป็นกลางเข้าไว้ดูเหมือนว่าจะได้รับความชื่นชอบมากกว่าการเลือกข้าง และข้อสอง-ชอบมีการพูดออกมาไม่หมด ซึ่งอาจเกิดจากทั้ง “ไม่สามารถพูดออกมาได้” หรือ “มีอคติเลยจงใจไม่กล่าวถึง” เป็นต้น เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่อง “มือปืนดาวพระเสาร์” ที่ถึงแม้เนื้อเรื่องหลักจะเป็นเรื่องราวโรแมนติค-ดราม่าที่เกี่ยวกับความเกี่ยวเนื่องอันขรุขระของชายหญิงคู่หนึ่ง แต่ด้วยองค์ประกอบโดยรวม คงปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือหนังการเมืองในระดับเข้มข้นเรื่องหนึ่งเมื่อเทียบว่านี่คือหนังไทย ถึงแม้จะไม่พูดออกมาตรงๆ แรงๆ ในระดับไมเคิล มัวร์ก็เถอะ“มือปืนดาวพระเสาร์” เป็นตอนที่สองของตรัยภาคชุดมือปืนของยุทธเลิศ แต่กลับได้ฉายเป็นตอนแรกด้วยเหตุผลการตลาดที่ว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักซึ่งหน้าหนังดูขายมากกว่า “มือปืนดาวพระศุกร์” หนังตอนแรกที่เป็นหนังดราม่าเกี่ยวกับความเชื่อมโยงพ่อ-ลูก มือปืนดาวพระเสาร์เป็นเรื่องราวของตี๋ ไรเฟิ้ล (โหน่ง ชะชะช่า) มือปืนสไนเปอร์ผู้เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และชื่อของตนไปเรื่อยๆ เพื่อให้ไม่ให้มีใครจำได้ เขาตกหลุมรักคริส (คริส หอวัง) ครูสอนเต้นรำหน้าตาดี ความเกี่ยวข้องของทั้งคู่ดูจะเป็นได้ด้วยดี จะติดขัดก็ตรงอุปสรรคชิ้นใหญ่อย่าง องคชาติ (ต่อไป จะขอแทนคำนี้ ด้วยคำว่า “นกเขา” เพื่อให้ให้ฟังดูน่ารักขึ้น) ของตี๋ที่เป็นโรคนกกระจอกไม่ทันกินน้ำ ทำให้ตี๋ไม่สามารถถูกเนื้อต้องตัวหรือเกิดอารมณ์ทางเพศกับคริสได้ เพราะจะทำให้น้ำอสุจิของเขาหลั่งออกมา ต่อมา พ่อ