ยอดเชฟ กุ๊กมือทอง

นานแสนนาน คราวนี้ช่อง 3 นำ “Gourmet” ในชื่อไทย “ยอดเชฟ กุ๊กมือทอง” ซีรีส์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่องดัง สืบสานวัฒนธรรมการปรุงอาหารเกาหลี สร้างจากการ์ตูนที่มียอดขายกว่า 1 ล้านเล่ม ทุ่มทุนสร้างเป็นละครและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก นำโดยพระเอกฮอตฮิต “คิมแรวอน” ร่วมด้วย “นัมซังมี” และ “ควอนโอจุง”

“ชองชาน” (คิมแรวอน) หลานอดีตพ่อครัวในวังหลวงปลายราชวงศ์โชซอนทีพระราชาโปรดปราน ชีวิตในวัยเด็กตกระกำลำบากได้ไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของ “บองจู” (ควอนโอจุง) ซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารตำรับหลวง “อูนัมจอง” โดยมีเชฟโอพ่อของบองจูคอยดูแล ทั้งสองเติบโตขึ้นมาด้วยกันและสนใจในการทำอาหารเหมือนกัน เพื่อให้การสืบต่อกิจการอันเลื่องชื่อของอูนัมจอง เชฟโอตั้งกฎให้ชายชายหนุ่มทั้ง 2 แข่งขันปรุงอาหารชิงตำแหน่งผู้สืบทอดตำแหน่งพ่อครัวชั้นหนึ่งของแผ่นดิน

เรื่องย่อ

ตอนที่ 1 

ซองชานทำอาหารถูกใจเชฟโอมากจึงเลื่อนตำแหน่งให้เขาเป็นพ่อครัว ทำให้มินวูอิจฉาจึงแกล้งนำมีดของเขาโยนทิ้ง เมื่อออกไปทำอาหารนอกสถานที่ และมินวูด่าว่าซองชานจนมีเรื่องชกต่อยกัน บองจูพี่ชายของซองชานมาห้ามไว้ เมื่อกลับมาถึงอูนัมจอง บองจูได้รับคำชมเชยจากเชฟโอมาก ทั้งที่ซองชานควรได้รับคำชมนี้

ตอนที่ 2

เชฟโอประกาศรับสมัครผู้แข่งขันชิงตำแหน่งผู้สืบสกุลของอูนัมจอง ทำให้บองจูไม่พอใจแต่เก็บไว้ไม่แสดงออก ผู้ลงแข่ง มี 3 คนคือบองจู มินวู และซองชาน ทั้งสามต่างก็พยายามคิดหาวิธีที่จะปรุงอาหารตามหัวข้อที่กำหนด

ตอนที่ 3

ผู้แทนคิมจากเกาหลีเหนือเจาะจงมากินอาหารที่อูนัมจอง ซองชานเสนอตัวทำอาหารพื้นบ้านที่เขาระบุ แต่ไม่เป็นที่ถูกใจ ทำให้เชฟโอเสียหน้ามาก และซองชานต้องออกจากการแข่งขันตามที่รับปากไว้ ซองชานพยายามหาเหตุผลที่ทำให้ผู้แทนคิมไม่ชอบอาหารของเขาจนศึกษาค้นพบและไปขอทำใหม่ให้เขากิน

ตอนที่ 4

ซองชานแก้ตัวได้ในการทำซุปเต้าเจี้ยวให้ผู้แทนเกาหลีเหนือทาน และได้ทำความประทับใจให้กับผู้แทนเกาหลีเหนือมาก ทำให้หนังสือพิมพ์ลงข่าวเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเขาได้กลับร่วมการแข่งขันเป็นผู้สืบทอดต่อไป จินซูหาทางเข้าไปในอูนัมจองโดยสมัครเป็นพนักงานของตรงนั้นเพื่อให้หาข้อมูลมาเขียนหนังสือของตนเอง และได้พบกับซองชานและได้พยายามช่วยกันกับซอกดองเพื่อให้จะหาจานใบใหม่เพื่อให้ใช้ในการแข่งซึ่งอาจารย์จาอึนทำแตก แต่ซองชานกลับคิดคอนเซปต์ใหม่ให้กับอาหารของเขา 

ตอนที่ 5

จากการแข่งขันที่ผ่านมาระหว่างบองจูและซองซานต่างก็ชนะกันคนละครั้ง และเหลือการทดสอบอีกรอบเพื่อให้หาผู้สืบทอดกิจการของอูนัมจอง โดยคราวนี้พวกเขาต้องใช้ไก่ฟ้าภูเขาเป็นวัตถุดิบ บองจูได้รู้ความจริงว่าซองซานแท้ทีจริงแล้วเขาเป็นผู้สืบสกุลที่แท้จริงของพ่อครัวหลวงไม่ใช่เขา ทำให้เขาเสียใจมากและตั้งอกตั้งใจชนะคราวนี้ให้ได้เพื่อให้พิสูจน์ตัวเอง 

ตอนที่ 6

บองจูบอกซองชานว่าเขาเป็นผู้สืบสกุลของพ่อครัววังหลวงและเชฟโอจัดการแข่งขึ้นมา เพื่อให้จัดให้ซองชานได้เป็นผู้สืบทอด บองจูขอให้ซองชานถอนตัวออกจากการแข่ง ซองชานได้ไปขอถอนตัวกับเชฟโอ และได้หนีออกจากอูนัมจองไป ทำให้เชฟโอเสียใจมากและเมื่อพ่อจูฮีต้องการให้จัดการต้อนรับเท็ดโอนักวิจารณ์อาหารชั้นนำ เชฟโอไม่เห็นด้วยจึงออกไปท่องเที่ยวกับอาจารย์จาอึน เท็ดโอมาก่อนเวลาที่นัดไว้ทำให้พ่อจูฮีกับบองจูตกอกตกใจมาก หาทางที่จะทำให้เท็ดโอประทับใจให้ได้

บก.หนังสือที่จินซูเคยไปสมัครงานแล้วไม่ยอมรับคุณ ได้ติดต่อให้คุณสัมภาษณ์เท็ดโอให้ได้และรับปากว่าจะให้เข้าทำงานถ้าทำได้ จินซูพยายามหาทางที่จะสัมภาษณ์ให้ได้ จองกูโกรธมากที่ลูกค้าตำหนิอาหารที่เขาทำทุกอย่างเลยเผ่านาจะต่อว่า แต่ เท็ดโอเผ่านาและบอกว่าลูกค้าคนนั้นคือเลขาฯของเขาเอง

ตอนที่ 7

เท็ตโอนักชิมที่มีชื่อได้ประเมินอูนัมจองว่าเป็นภัตตาคารที่ดีที่สุดของประเทศโดยให้ 100 คะแนนเต็ม โดยคราวนี้บองจูคิดจะทำแฟรนไชส์เพื่อให้ขยายร้านให้ชื่อดังต่อไป

ส่วนด้านซองซานได้ใช้รถขายอาหารสมุทร อาหารแห้งไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ และเขาได้แวะไปเยี่ยมยองซุล ช่างตีเหล็กที่ดีที่สุดที่ทำให้กับอูนัมจอง ซึ่งตอนนี้เขาป่วยและเสียใจกับเรื่องที่ลูกชายติดคุกจึงไม่ได้ทำมีดอีก ซองซานช่วยยองซุลหาปูฮวังจางเพื่อให้ที่เขาจะทำให้ลูกชายในวันเกิดและทำให้เขาได้พบกับจินซูโดยบังเอิญ

ตอนที่ 8

จินซูหาปูฮวังจางมาให้บองจู ทำให้เขาทำอาหารจากปูฮวังจางให้กับประธานจางและผู้จะร่วมทุนทำโรงแรมได้ทานกัน ทำให้แต่ละคนทึ่งในทักษะของบองจู

ส่วนซองชานทำข้าวมันปูเข้าไปให้กับลูกของซองชุลช่างตีเหล็กในคุกโดยได้รับความช่วยเหลือจากจินซู ทำให้ยองชุลตีมีดให้กับซองชาน 1 เล่ม ก่อนที่เขาจะเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลบองจูได้บังเอิญพบกับซองชานที่จะมาเยี่ยมยองชุลโดยบังเอิญและได้มีปากเสียงกันเรื่องที่ซองชานหนีออกจากบ้านมา บองจูโกรธมากและบอกไม่ให้ซองชานกลับมาให้พ่อเห็นหน้าอีก

ตอนที่ 9

ที่อูนัมจองมีการจัดการแข่งขันการทำอาหาร คนที่ชนะมีสิทธิ์เลื่อนขั้น และขึ้นเงินเดือนและยังได้ร่วมทีมเข้าแข่งขันกับแดฮันกรุ๊ป ซึ่งผู้ชนะคราวนี้ได้แก่ ยอกดง

ทางอูนัมจองตามหานักแล่เนื้อในตำนานอยู่โดยที่จินซูและซองชานก็ตามหาเหมือนกัน โดยทางจินซูและซองชานมีมีดของนักแล่เนื้อในตำนานเป็นเบาะแสในการตามหา

ส่วนที่ร้านของยองซู ซองชานเห็นความไม่ยุติธรรมที่ซูทำกับยองซูทำให้เขาไม่พอใจจึงท้าแข่งหาเนื้อโคนกระดูกกับซู

ตอนที่ 10

เชฟโอเสียใจมากที่หาซองชานไม่พบและให้บองจูพยายามหาเขาให้พบ ซองชานไปช่วยคังยองซูโดยพนันกับประธานซูโดยเขาเป็นข้างชนะ ประธานซูได้ให้คนไปสืบประวัติของเชาเพราะอยากได้ตัวเขามาร่วมงาน บองจูกับจินซีได้มาพบซองชานขณะที่กำลังพนันอยู่ บองจูไม่ให้จินซีบอกว่ามากับเขา จินซีพยายามจะสัมภาษณ์ยองซูแต่ยองซูไม่ยอมให้สัมภาษณ์ ซองชานคิดหาทางช่วยแต่ก็ยังไม่สำเร็จ

บองจูพยายามชักชวนให้ยองซูไปทำงานให้กับอูนัมจองแต่ยองซูปฏิเสธ มินวูขออาสามาทำโดยเขาขู่ยองซูว่าถ้าไม่ตกลงเขาจะให้ผู้จัดการธนาคารซึ่งบุตรสาวของยองซูทำงานอยู่ไล่คุณออก ยองซูเอาของไปฝากให้ลูกทำให้คุณโกรธมากมาต่อว่าเขาถึงที่ร้านซึ่งซองชานกับจินซูกำลังคุยอยู่กับยองซูด้วย ทำให้ทั้งสองได้รู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ยองซูกับบุตรสาวไม่ถูกกัน ซองชานพยายามจะช่วยให้พ่อกับลูกได้เข้าใจกัน

ตอนที่ 11

ซองชานโดนประธานซูให้คนมาจับตัวไปเพื่อให้จะให้เขาเข้าแข่งขันให้กับบริษัทของตน ซูยองต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะเครียดและกำลังท้องโดยไม่ยอมกินอะไรเลย เมื่อยองซูรู้เขาได้จับมีดอีกทีเพื่อให้ทำอาหารให้กับบุตรสาวซึ่งเขาได้รู้จากซังจุนแฟนของคุณว่าคุณชอบเนื้อที่แม่คุณเคยกินตอนท้องคุณอยู่ ซองชานเอาเนื้อนั้นไปให้คุณที่โรงพยาบาลแต่ซูยองไม่ยอมกิน ทำให้เขาต้องบอกความจริงเรื่องมีดของยองซู 

มินวูไปขู่ยองซูให้เข้าแข่งให้อูนัมจองโดยเขาจะให้ทางธนาคารไล่บุตรสาวของเขาออกถ้าไม่ยอมแข่งให้ แต่เมื่อยองซูกับซูยองเข้าใจกันแล้ว ยองซูไปตามนัดแล้วปฏิเสธและต่อว่าบองจูอย่างมาก ทำให้บองจูต้องให้มินวูไปตามชางกีกลับมา เมื่อซองชานรู้เรื่องมินวูมาขู่และได้ทิ้งเงินไว้ให้ยองซูทำให้เขากลับไปอูนัมจองเพื่อให้ต่อว่าบองจูและตัดสินใจลงแข่ง เชฟโอแอบมาดักพบเขาเพื่อให้พาไปกินข้าวด้วยกัน

ตอนที่ 12

ประธานโซส่งซองชานและยองซูลงแข่งในนามบริษัทซึ่งคู่แข่งสำคัญคืออูนัมจอง ทั้งหมดได้ไปหาวัวเพื่อให้ที่จะใช้ในการแข่งขัน โดยมินวูใช้เล่ห์กลแย่งวัวที่พวกประธานโซได้เลือ่กไว้แล้ว ทำให้พวกเขาต้องไปหาวัวตัวใหม่ และได้ไปพบวัวซึ่งมีลักษณะดีตรงตามที่ต้องการแต่เป็นที่รักของแฮโท เด็กชายลูกเจ้าของวัว ซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจและพ่อของเขาต้องการเงินเพื่อให้มารักษาตัวเขา ซองขานจึงต้องหาทางให้แฮโทยอมให้เขาเอาวัวตัวนั้นไป

ตอนที่ 13

บริษัทของประธานซูชนะการแข่งขันในรอบแรกโดยอูนัมจองที่นำโดยบองจูได้ชั้นสุดท้ายของการได้เข้ารอบต่อไป และในงานนี้ทำให้จินซูต้องรับหน้าที่พิธีกรร่วมกับบก.ทำให้คุณมีชื่อมาก อูนัมจองมียอดลูกค้าลดลงไปจำนวนมากประธานจางได้มาต่อว่าพวกเขา เชฟโอขอให้จูฮีช่วยบองจู คุณจึงไปหาซองชานเพื่อให้ขอให้เขากลับมาช่วยบองจูแต่เขาไม่ยอมและทำให้จินซูรู้สึกหึงหวง ซอกดงมีเรื่องกับมินวูจึงออกจากอูนัมจอง

ตอนที่ 14

การแข่งขันในรอบที่สองซึ่งคัดเหลือแค่สี่ทีมนั้น ทีมที่ผ่านเข้ารอบได้แก่ ฮันอารึมเอ็กซ์สปอร์ตอูนัมจอง มิแรฟาร์ม และแดจินเอ็กซ์สปอร์ต อูนัมจองเข้ารอบมาเป็นที่หนึ่งโดยความสามารถของชอย-จองกู ส่วนแดจินเอ็กซ์สปอร์ตโดยมีนักรบคังเป็นตัวแทนนั้น ผ่านเข้ารอบมาเป็นที่สี่ได้อย่างเชียดชิ่ว แม้ว่านักรบคังจะได้รับบาดเจ็บ หลังจบการแข่งขันนักรบคังได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ทางด้านซองซานไปหาลุงกียองตามคำบอกของนักรบคัง เพื่อให้จะหาถ่านมาไว้ใช้แข่งในรอบที่สามต่อไป

ตอนที่ 15

จินซูได้ตามซองซานเข้าไปในป่าจนหลงทาง แต่ซองซานได้ตามจนเจอ จินจูและซองซานได้พักอยู่บ้านลุงกียองเพื่อให้เผาถ่านตรงเวลา6วัน ขณะเดียวกันทางด้านบองจูและเชฟโอ ก็ได้ออกเดินทางมาหาลุงจงเทคเพื่อให้มาหาถ่านแล้วได้พบกับซองซาน เชฟโอได้ทำถ่านจากต้นแมลโล เพื่อให้ให้บองจูไว้ใช่ในการแข่ง การแข่งขันการย่างในรอบที่สามนี้ อูนัมจองโดยมี กง-มินวู เป็นตัวแทนและแดจินเอ็กซ์สปอร์ตโดยมีซองซานเป็นตัวแทนนั้น ผลการตัดสินออกมาเสมอกัน ผู้ตัดสินได้ลงความมองว่าควรตัดสินกันใหม่ โดยจัดการแข่งขันในรอบที่สี่ขึ้น ระหว่างอูนัมจองและแดจินเอ็กซ์สปอร์ตต่อไป

ตอนที่ 16

ทั้งซองชานและบองจูต่างพยายามคิดหาอาหารที่จะนำไปทำในการแข่งขัน ซองชานเลือกใช้เนื้อส่วนที่แย่ที่สุดแต่ปรุงด้วยซอสสูตรพิเศษที่เชฟโอเคยสอน จึงอร่อยมาก แต่เขาก็แพ้เพราะผู้ตัดสินมองว่าบองจูมี วิสัยทัศน์ดีมากยิ่งกว่า บองจูชวนซองชานให้กลับไปอยู่ด้วยกัน แต่ซองชานกลับหนีทุกคนไป

ตอนที่ 17

จินซูไปหาโจที่ไร่ชาเพื่อให้จะสัมภาษณ์โกผู้ผลิตชาของเกาหลี เชฟโอประกาศแต่งตั้งบองจูเป็นผู้สืบทอดอูนัมจอง มิรันเพื่อให้นนักข่าวของจินซูได้เงื่อนงำของความลับของอูนัมจอง คุณจึงได้นำมาบอกกับ บก. เขาจึงเข้าไปค้นหาความลับนั้นจนพบ ซองชานพบยายซึ่งสติไม่ดีเขาจึงพาไปส่งที่บ้านซึ่งอยู่ในไร่ชาที่โจและจินซูพักอยู่ ซองชานและจินซูได้พยายามหาทางช่วยยายซึ่งได้ขอร้องให้เขาพาไปดูลูกสะใก้ที่ไม่ถูกกันกับคุณเพื่อให้จะดูความเป็นอยู่ของคุณ 

ตอนที่ 18

การตายของยาย ทำให้ซองซานคิดได้ว่าเขาเคยแฮปปี้กับการทำอาหารมากขนาดไหนแต่ตอนที่แข่งขันเขามัวแต่นึกถึงการที่จะเอาแต่ชนะ โดยลืมนึกถึงความสุขที่ได้ทำอาหารให้ทุกคนได้กินกันอย่างอร่อยไป

ข่าวเรื่องการเป็นผู้สืบสกุลตัวจริงของพ่อครัวหลวง และเรื่องไก่ฟ้าของซองซานถูกขโมยไปก่อนการแข่งขันถูกตีพิมพ์ออกไปทำให้นักข่าวมารุมสัมภาษณ์กันที่อูนัมจองกันเพื่อให้สอบถามเรื่องราว บองจูและมินวูจึงคิดจะโยนความผิดเรื่องไก่ฟ้าให้กับกียอง 

ทางด้านจินซูและซองซานต้องเดินทางไปที่บ้านของจินซูเพราะแม่ของคุณทรุดโทรมาแกล้งป่วยเพื่อให้หลอกให้คุณมาหาและจัดงานวันเกิดให้กับคุณโดยทำซุปปลาโลชที่จินซูชอบให้กินแม้ว่าลิ้นของคุณจะไม่รู้รสและไม่สามารถชิมรสชาติของอาหารได้จึงทำให้จินซูและซองซานท้องเสียทำให้คุณรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก

ตอนที่ 19

ซองซานได้ทำอาหารให้แม่ของจินซูทาน ซึ่งหวังว่าจะทำให้แม่ของจินซูรู้สึกดีขึ้น แต่พอกลับมาจินซูได้รู้ข่าวว่าคอลัมน์ที่เขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องอูนัมจองและซองซานนั้น ได้ถูก บก.แอบขโมยมาตีพิมพ์สร้างความเสียหายให้อูนัมจองนั้น เชฟโอจึงได้เรียกซองซานกลับมาเพื่อให้ที่จะแถลงข่าวว่าให้ซองซานกลับมาสืบทอดอูนัมจองต่อ และยอมรับว่าตัวเองเป็นผู้สืบสกุลของพ่อครัวหลวง แต่ในวันแถลงข่าวซองซานซึ่งยอมรับว่าตัวเองเป็นผู้สืบสกุลแต่กลับปฏิเสธที่จะสืบทอดอูนัมจองต่อ จึงได้ขอให้บองจูเป็นคนสืบทอดอูนัมจองต่อ แล้วได้ออกเดินทางไปเกาะวอนโดเพื่อให้ไปหาซอกดง

ตอนที่ 20

ซอกดงได้รับของๆเขาที่ส่งมาจากแม่ของเขาทางไปรษณีย์ทำให้เขารีบไปหาตามที่อยู่ที่ส่งมา แต่พบว่าคนที่ส่งเป็นเพื่อให้นของแม่เขาที่ส่งมาให้ภายหลังที่แม่เขาตายไปแล้ว ซองชานต้องหาทางปลอบเขา ซอกดงส่งข่าวให้จินซูรู้ว่าซองชานอยู่กับเขา จูฮีสมุทราะกับบองจูจึงออกตามหาซองชานจนพบและได้ออกเที่ยวด้วยกัน กระทั่งจินซูตามมาหาซองชานและพบจูฮี

ตอนที่ 21

ซองชานรู้จากจูฮีว่าจินซูมาหาเขาที่เกาะ แต่กลับไปเมื่อเจอจูฮี นอกจากนั้นจูฮียังบอกด้วยว่าเรื่องที่เขาโกรธจินซูนั้นเป็นความผิดของบ.ก.และจินซูไม่เกี่ยว ซองชานจึงไปตามหาจินซูเพื่อให้จะง้อแต่พบว่าคุณไปทำงานสิร์ฟที่ร้านอิลมินวอง เขาจึงตามไปง้อคุณตรงนั้น เชฟโอมาหาซองชานและชวนเขาไปตกปลาเทราท์ เจ้าของร้านอิลมินวองอยากช่วยให้จินซูกันซองชานคืนดีกันจึงแกล้งส่งจินซูให้ไปรับปลาจากซองชานที่ต่างจังหวัด

ตอนที่ 22

เชฟโอได้ให้ซองซานไปหาบูนซึ่งเป็นเพื่อให้นเก่าที่เก่งการทำอาหารเมนูปลา พอซองซานไปถึงก็ได้ลองทานแกงจืดปลาเทร้าท์ความสามารถของบูน เชฟโอจึงได้ให้ซองซานลองทำแบบเดียวกับบูน ซองซานพยายามอยู่นานกว่าจะเป็นที่ยอมรับของบูน จนเชฟโอ ได้ท้าให้บูนแข่งทำอาหารเมนูปลากับซองซาน ซึ่งในการแข่งบูนได้ออมมือให้กับซองซานเพื่อให้ให้ซองซานชนะโดยไม่ทราบสาเหตุ

ตอนที่ 23

ซองซานกับเชฟโอเดินทางกลับอูนัมจองโดยทราบข่าวว่าผักดองได้ถูกส่งกลับมาเพราะไม่ได้มาตรฐาน เมื่อเชฟโอกลับมาก็ได้ตรวจดูแล้วว่าของหมักของดองทั้งหมดนั้นเสียโดยยังไม่ทราบสาเหตุ โดยทางบองจูได้เดินทางไปต่างประเทศโดยไม่อยู่รับผิดชอบและแก้ไขกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซองซานซึ้งสงสารเชฟโอเลยอาสาที่จะช่วยแก้ไขและหาสาเหตุให้แทน

ตอนที่ 24

ซองชานเดินทางไปหาสาเหตุที่ทำให้ซอสและกิมจิของอูนัมจองเน่าเสียโดยไปกับจินซูด้วย บองจูไม่ยอมให้ปิดอูนัมจองโดยขัดแย้งกับเชฟโอพ่อของเขากับพ่อของจูฮี โดยจะสั่งของจากที่อื่นและถอนหมั้นกับจูฮีทำให้พ่อของคุณโกรธมาก ซองชาน บอกรักจินซูและพบสาเหตุที่ทำให้ของที่อูนัมจองเสียจึงรีบกลับเขาพบบองจูซึ่งไล่ให้เขาออกไปจากอูนัมจองเสีย 

ซองชานพบจูฮีกำลังเป็นลมด้วยเหตุว่าบองจูมาขอถอนหมั้น เขาจึงพาไปโรงพยาบาลโดยลืมว่านัดจินซูไว้

ตอนที่ 25

พ่อจูฮีไม่พอใจบองจูมากที่ทำอะไรโดยไม่ปรึกษา มินวูกับยงจองจินติดต่อมัตสึโมโต้เพื่อให้เผ่านายึดครองอูนัมจองโดยพ่อจูฮีเห็นด้วย สรรพากรได้รับแจ้งให้เข้าตรวจดูอูนัมจองทำให้การขยายงานของบองจูในต่างประเทศถูกระงับ เชฟโอกลุ้มใจมากถึงกับล้มป่วย จูฮีบอกให้ซองชานรู้ทำให้เขารีบมาเยี่ยมและได้รู้ว่าอูนัมจองถูกสรรพากรวิเคราะห์และอาจต้องล้มเขากับจินซูปรึกษากันจินซูแนะนำให้ซองชานไปพบกับมัตสึโมโต้ที่คุณเคยสัมภาษณ์และเขาอยากพบกับซองชาน เมื่อซองชานไปพบมัตสึโมโต้เขากลับขอร้องให้ซองชานทำอาหารให้ ซองชานปฏิเสธด้วยเหตุว่ามีภารกิจที่ต้องทำ พ่อจูฮีเรียกประชุมผู้ถือหุ้นของอูนัมจองเพื่อให้ปลดบองจูออกจากประธานบริษัท

ตอนที่ 26

บองจูถูกผู้ตัดสินบริษัทบีบให้ออกจากตำแหน่งประธานทำให้อูนัมจองกลายเป็นของมัตสึโมโต้ บองจูหลบไปพักคนเดียว เชฟโอเสียใจมากที่เสียอูนัมจองไปทำให้ล้มป่วยลง เมื่อซองชานรู้เขารีบมาหาพ่อ เชฟโอต้องการพบบองจูจูฮีจึงไปตามจนพบและ พาเขากลับมา เชฟโอสิ้นลมไปโดยฝากให้ทั้งบองจูและซองชานช่วยกันเอาอูนัมจองกลับคืนมา มินวูผิดหวังที่ไม่ได้ขึ้นเป็นประธานอูนัมจองโดยที่มัตสึโมโต้ต้องการให้ซองชานเป็นประธานอูนัมจอง

ตอนที่ 27

ซองซานซึ่งไม่ยอมรับคำชวนของมัตสึโมโต้ที่จะให้มาเป็นประธานของอูนัมจอง มัตสึโมโต้จึงได้ท้าแข่งทำอาหารกับทีม อูนัมจอง โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าเขาแพ้จะยอมคืนอูนัมจองให้แต่ถ้าเขาชนะซองซานต้องยอมมาช่วยเขาที่อูนัมจอง ซองซานได้ไปขอให้บองจูช่วยในการแข่งแต่บองจูปฏิเสธและได้เดินทางออกจากอูนัมจองไป มินวูซึ่งเข้าใจผิดว่าซองซานเป็นพวกมัตสึโมโต้ได้กลับมาช่วยซองซานลงแข่งคราวนี้ การแข่งขันรอบแรกอาหารของมัตสึโมโต้เอาชนะไปได้ด้วยคะแนนสามสิบต่อยี่สิบเก้าคะแนน การแข่งขันในรอบที่สองที่กำลังจะเริ่มบองจูได้กลับเผ่านาในงานเพื่อให้ที่จะช่วยทีมของอูนัมจองลงแข่งขันในรอบที่สอง

ตอนที่ 28

บองจูกลับมาช่วยทีมอูนัมจองชนะการแข่งขันทำให้ได้อูนัมจองกลับคืนมาและพี่น้องทั้งสองคืนดีและรักกันมากขึ้น บองจูขอตัวเดินทางไปต่างประเทศ พ่อจูฮีสำนึกและกลับไปใช้ชีวิตที่บ้าน ซองชานชวนจินซูเดินทางไปค้นหาสูตรอาหารทำให้เขาได้พบกับพ่อครัวที่ทำอาหารได้สุดยอด แต่ไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจในตัวของเขาเองได้

แทกิล ยอดพยัคฆ์นักล่า ตอนที่ 5.4

ในที่สุด เฮวอนและแทฮาก็เดินทางไปถึงโรงเตี๊ยม ซึ่งเป็นจุดที่ทั้งคู่คิดแผนว่าจะแยกทางกันในวันรุ่งขึ้น ระหว่างพักค้างแรมที่โรงเตี๊ยมในคืนนั้น แทฮาถามว่าเฮวอนจะหนีไปไหน เฮวอนตอบว่าไปตามทางเรื่อยๆ แทฮารู้ว่าเฮวอนหลบหนีการแต่งงานจึงถามว่าคุณจะเดินทางไปหาคนรักหรือเปล่า เฮวอนตอบเป็นนัยๆ ว่าถ้าพบกันได้ คงได้พบนานแล้ว และถ้าไปหากันได้ ป่านนี้ก็คงจะได้เจอะกันแล้ว

แทฮาถามต่อว่าเขาอยู่ไกลมากเลยหรือ เฮวอนตอบว่าใช่ เขาอยู่ไกลเหลือเกิน พูดจบเฮวอนก็รำลึกถึงเรื่องราวในอดีต ตอนที่พี่ชายคุณเผาบ้านและฆ่าคนในครอบครัวแทกิล จากนั้นก็ใช้เคียวฟันไปที่หน้าของแทกิลซึ่งยืนตะลึงอยู่ท่ามกลางกองไฟ (คุณเลยนึกว่าแทกิลตายแล้ว)

ด้านแทกิลซึ่งตามล่าแทฮามาติดๆ ยังคงพบร่องรอยของแทฮาอย่างต่อเนื่อง เขารู้ว่าข้างหน้ามีโรงเตี๊ยม เลยคิดแผนจับตัวแทฮาตรงนั้นก่อนรุ่งสาง วังซอนสงสัยว่าทั้งคู่จะเข้าพักในโรงเตี๊ยมแน่หรือ ซอลฮวาเลยถือโอกาสอธิบายว่า ในเมื่อมีที่พักแล้วผู้ชายอย่างแทฮาจะปล่อยให้ผู้หญิงที่มาด้วยนอนตากน้ำค้างได้อย่างไร 

ก่อนนอนเฮวอนถามแทฮาว่ามีครอบครัวหรือยัง คุณเห็นเขาเกล้าผมสูงจึงคิดว่าน่าจะผ่านการแต่งงานมาแล้ว แทฮาหวนนึกถึงวันที่เมียและลูกถูกทหารต้าชิงฆ่า เขาไม่ตอบคำถามเฮวอน แต่กลับแนะนำวิธีการหลบหนีโดยไม่ให้เป็นจุดสังเกตแทน เฮวอนกล่าวขอบคุณแทฮาที่คอยช่วยเหลือคุณมาโดยตลอด และอวยพรให้แทฮาเดินทางปลอดภัย ส่วนแทฮาก็อวยพรให้คุณเดินทางปลอดภัยเช่นกัน

เช้าวันรุ่งขึ้น กลุ่มแทกิลไปตามจับตัวแทฮาที่โรงเตี๊ยม แต่กลับไม่พบตัวจึงคิดว่าทั้งคู่พึ่งจะออกเดินทางไป (พื้นห้องยังอุ่นอยู่) สามชายหนุ่มกระจายกำลังกันค้นหาโดยบอกให้ซอลฮวารออยู่ที่โรงเตี๊ยม ซอลฮวาหันไปเห็นม้าด้านข้างโรงเตี๊ยมเลยกระโดดขึ้นแล้วรีบควบม้าตามแทกิลไป (เพราะกลัวโดนทิ้ง)

เมื่อถูกแทกิลถามว่าขี่ม้าเป็นด้วยหรือ ซอลฮวาตอบว่าขนาดเต้นบนเชือกยังทำได้นับประสาอะไรกับการขี่ม้า  จากนั้นคุณก็ตั้งข้อคิดเห็นว่าที่โรงเตี๊ยมมีม้า แต่ทำไมแทฮากับเฮวอนจึงไม่ขี่ม้าหลบหนีไป แทกิลฉุกคิดขึ้นมาได้ทันทีว่าตนกำลังตกหลุมพรางของแทฮา จึงรีบควบม้ามุ่งหน้ากลับไปยังโรงเตี๊ยมอีกที

หลังกลุ่มนักล่าทาสออกจากโรงเตี๊ยมไปแล้ว แทฮาและเฮวอนก็คลานออกมาจากใต้ถุนโรงเตี๊ยม จากนั้นแทฮาก็เอาหูแนบลงกับพื้น เมื่อรู้ว่ากลลวงใช้ไม่ได้ผลเขาก็ตรงไปยังม้าตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ เมื่อแทกิลย้อนกลับมายังโรงเตี๊ยมก็พบว่าม้าหายไป เขาจึงก้มลงเอาหูแนบพื้นแล้วบอกว่าแทฮากำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก จากนั้นก็รีบควบม้าออกไล่ล่าแทฮาทันที

ทำนองรักทำนองชีวิต (Five Fingers)

ละคร "ทำนองรักทำนองชีวิต (Five Fingers)" นำเสนอเรื่องราวของอดีตนักเปียโนสาวมากความสามารถที่ยอมสละและทุ่มเททุกสิ่งเพื่อให้ลูกชาย โดยหวังว่าสักวันหนึ่งลูกชายจะช่วยทำความฝันของคุณให้เป็นจริง

"แช ยองรัง" หันหลังให้อาชีพนักเปียโนเพื่อให้แต่งงานกับ "ยู มันเซ" ประธานกลุ่มปูซองกรุ๊ป โดยยอมละทิ้งศักดิ์ศรีแล้วหันมาเป็นแม่ศรีเรือน ทั้งยังยอมให้แม่สามีโขกสับมาตลอด 10 ปี หวังให้ลูกชาย "ยู อินฮา" ได้เป็นนักเปียโนมืออาชีพและสืบทอดธุรกิจของครอบครัว แต่แล้วความหวังของคุณก็พังทลายลงเมื่อสามีของคุณรับ "ยู จีโฮ" ลูกชายนอกสมรสที่มีความเป็นอัจฉริยะในด้านเปียโนเผ่านาอยู่ในบ้าน ทั้งยังประกาศว่าจะให้จีโฮเป็นผู้สืบทอดธุรกิจแทนอินฮาอีกด้วย

ในตอนแรกยองรังพยายามมอบความรักและดูแลเด็กชายจีโฮดุจลูกชายอีกคน แต่หลังจากอินฮาถูกแย่งชิงทุกอย่างไป ประกอบกับตัวคุณเองโดนแม่สามีที่เริ่มมีอาการของโรคอัลไซเมอร์บีบคั้นจิตใจอย่างหนัก ซ้ำยังสูญเสียความไว้เนื้อไว้ใจจากประธานยูผู้เป็นสามี ยิ่งได้เห็นเองกับตาว่าประธานยูทำพินัยกรรมโดยยกทรัพย์สินและหุ้นบริษัทให้จีโฮ ยองรังก็เริ่มแสดงธาตุแท้และระเบิดความอัดอั้นตันใจที่ซ่อนเอาไว้ตลอด 10 ปีออกมา

ในขณะที่ความเกี่ยวเนื่องระหว่างจีโฮกับอินฮาเริ่มพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ยองรังกับประธานยูกลับมีปากเสียงและสมุทรากันอย่างร้ายแรงจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ ยองรังเผลอผลักประธานยูล้มศีรษะกระแทกโต๊ะอย่างจังโดยไม่ได้ตั้งอกตั้งใจ พอเห็นประธานยูนอนแน่นิ่งจมกองเลือด ยองรังก็วิ่งออกจากห้องด้วยความตระหนกตกใจและพบว่าภายในบ้านได้เกิดไฟลุกท่วม คุณจึงวิ่งกลับเข้าไปในห้องอีกรอบเพื่อให้ฉีกพินัยกรรมและตัดสายโทรศัพท์ ก่อนทิ้งสามีที่เริ่มรู้สึกตัวและพยายามร้องวิงวอนเอาไว้ภายในห้อง หลังจากนั้นคุณก็รีบวิ่งฝ่าเปลวเพลิงขึ้นไปที่ชั้นสองหมายช่วยอินฮา  สุดท้ายกลับพบว่าเด็กชายที่คุณแบกออกมาจากบ้านไม่ใช่อินฮา แต่เป็น…จีโฮ!

หลังเกิดเพลิงไหม้ "มิน พันวอล" แม่ของประธานยูได้วิ่งไปวิงวอนจาก "ฮง ซูพโย" ซึ่งเป็นชายหูหนวกและพ่อของ "ฮง ดามี" (ก่อนหน้านี้พันวอลได้ยกเปียโนของยองรัง ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน และแหวนเพชรให้กับครอบครัวฮง เพราะเห็นอกเห็นใจในความเหนื่อยยากและชื่นชมในความเป็นคนจิตใจดี) ซูพโยจึงวิ่งฝ่าเปลวเพลิงเข้าไปช่วยคนในบ้าน เขาเห็นอินฮากำลังจะถูกแชนเดอเลียร์ร่วงลงมาทับจึงรีบเอาตัวไปบังไว้ ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เหตุการณ์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นทำให้ประธานยูเสียชีวิต อินฮาได้รับบาดเจ็บทั่วร่างโดยเฉพาะที่มือ ส่วนพันวอลถูกยองรังส่งไปรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาล จีโฮไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วยองรังช่วยผิดคนจึงรู้สึกซาบซึ้งใจที่ยองรังช่วยชีวิตตน ขณะที่อินฮาโกรธยองรังที่ช่วยลูกเลี้ยงแล้วทิ้งตนไว้ในกองไฟ ยองรังถูกตำรวจสงสัยว่าเป็นคนผลักประธานยูจนศีรษะแตกทำให้เขาไม่สามารถหนีออกจากบ้านและขาดอากาศเสียชีวิต คุณจึงคิดแผนกล่าวโทษและโยนความผิดให้ซูพโย

จีโฮโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมจึงหนีกลับไปอยู่บนเกาะเชจู ยองรังรู้สึกโล่งใจที่จีโฮอาสาไปจากชีวิตของตนกับลูก จึงนำข่าวดีมาบอกอินฮาเพื่อให้ให้อินฮามีกำลังใจในการเข้ารับการรักษา คุณสัญญาว่าจะส่งเสริมอินฮาให้เป็นนักเปียโนมือหนึ่งและเป็นผู้สืบทอดปูซองกรุ๊ปแทนจีโฮ  แต่แล้วคุณก็ได้รับแจ้งข่าวร้ายว่าพินัยกรรมที่ประธานยูยกหุ้นบริษัท 80% ให้จีโฮยังอยู่ คุณจึงคิดแผนแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดกลับมาให้ลูก โดยเริ่มจากการผลักดันตัวเองขึ้นสู่ตำแหน่งประธานบริษัทแทนสามี แต่ทางเดียวที่คุณจะได้รับการยอมรับจากเหล่าผู้ตัดสินบริษัท คือการพิสูจน์ว่าคุณไม่ได้ขับจีโฮซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ออกจากบ้านแล้วไล่ให้กลับไปอยู่เกาะเชจูตามลำพัง ยองรังเลยจำต้องไปรับตัวจีโฮกลับมาและแสแสร้งแกล้งทำเป็นรักจีโฮดุจเป็นลูกชายแท้ๆ ของตน

อินฮารู้สึกสิ้นหวังเมื่อรู้ว่านิ้วก้อยข้างหนึ่งของตนใช้งานไม่ได้ แถมแม่ของเขายังไปรับตัวจีโฮกลับมา ทั้งที่เคยสัญญาเอาไว้ว่าจะเขี่ยจีโฮออกจากชีวิตตนแล้วทวงทุกอย่างกลับคืนมา หลังจีโฮหลุดปากบอกว่าประธานยูเสียชีวิตแล้ว อินฮาก็ยิ่งโกรธแค้นและรู้สึกเหมือนโดนแม่หักหลัง เขาเลยตัดสินใจไปจากเกาหลี ก่อนกลับมาสานฝันและแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างจากจีโฮในอีก 14 ปีต่อมา

จำเนียร วิเวียน โตมร

ผู้กำกับคนมีชื่อเสียง ยอร์ช – ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ (จาก 32 ธันวา, สุดเขตเสลดเป็ด, คุณนายโฮ ฯลฯ) จับนางเอกซุป’ตาร์คู่บุญ ขุ่นแม่ ชมพู่ – อารยา เอ ฮาร์เก็ต มาพบกับพระเอกอารมณ์ดีสุดฮอต บอย – ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ และอาเล็ก – ธีรเดช เมธาวรายุทธ ในภาพยนตร์โรแมนติก – คอเมดี้ฮาส่งท้ายปี จำเนียร วิเวียน โตมร

 
เรื่องย่อ จำเนียร วิเวียน โตมร
 

วิเวียน (ชมพู่ – อารยา) เดินทางมาขอพรเรื่องความรักกับศาลเจ้า ทันใดนั้นคุณก็ได้พบกับสองชายหนุ่มคู่หูสุดหล่อประจำเมือง จำเนียร (บอย – ปกรณ์) และ โตมร (อาเล็ก – ธีรเดช) แล้วรักสามเส้าแสนวุ่นวายก็เกิดขึ้น

“I LOVE YOU TWO!”

 

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ จำเนียร วิเวียน โตมร
ไปดูหนังเรื่องนี้ ห้ามพกสมองไปดูเด็ดขาด เพราะหนังหาเนื้อหาสาระไม่ได้ พล็อตกลวงอย่างไร้แก่นสาร ชายสองคนแข่งกันจีบสาวงามหนึ่งคน จู่ ๆ ก็แต่งงานกันอยู่กินกันสามคน มีการราวีจากแก๊งขาลอยเป็นซับพล็อตซึ่งเหมือนมาเอาฮาอย่างเดียว ฉากบู๊ดูปลอม ๆ อย่างตั้งมั่นปลอม มุกตลกก็มีทั้งฮาบ้างไม่ฮาบ้าง แต่บางอันก็ฮาระดับสิบกะโหลก

กลุ่มเป้าหมายของหนังที่ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องชอบหนังเรื่องนี้แน่ ๆ คือกลุ่มฐานแฟนคลับสามผู้แสดงนำในเรื่อง โดยเฉพาะแฟน ๆ ของสองพระเอก บอย – ปกรณ์ และ อาเล็ก – ธีรเดช ฟินลืมแน่ๆ มีฉากให้จ้งให้จิ้น กรี๊ดจิกเบาะกันหลายช็อตหลายซีน ส่วน ชมพู่ – อารยา สวยงามตามท้องเรื่อง ชอบแฟชั่นชุดนางทุกชุดทุกสี

 
ส่วนคนดูทั่วไปที่ไม่ใช่ติ่งดารา ถึงแม้อาจจะไม่องไม่อินกับอะไรสักอย่างของหนังก็ไม่เป็นไร เพราะหนังยังมีข้อดีที่ดีมากอยู่อย่างนึง นั่นก็คืองานโปรดักชั่นและคอสตูมดีไซน์ สีสวยมาก วินเทจอย่างมีสไตล์

โดยสรุป จำเนียร วิเวียน โตมร เป็นหนังที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก เป็นหนังเซอร์วิซแฟนคลับ ถ้าไม่ใช่แฟนคลับ ก็คิดซะว่าไปดูเอาคลายเครียดส่งท้ายปี ไปนั่งดู บอย – ปกรณ์ และ อาเล็ก – ธีรเดช แข่งกันจีบ ชมพู่ – อารยา และก็ชื่นชมความเป๊ะของ ชมพู่ – อารยา กับแฟชั่นวินเทจ 7 วัน 7 สีของนาง ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ย่ำแย่อะไร

47 Meters Down: Uncaged บทป่วยพร้อมด้วยฉลามโลวเกรด

47 Meters Down: Uncaged ภาค 2 ของ 47 Meters Down หนังฉลามปี 2017 ที่ทำออกมาได้ดี โกยเงินได้เกินคาดจากความเป็นหนังทุนต่ำกำไรสูง ทำให้ผู้สร้างไม่รอช้ารีบเข็นภาคต่อออกมาทันที ซึ่งตอนแรกมีข่าวว่าใช้ชื่อ 48 Meters Down ตามคอนเซ็ปต์เดิมที่เป็นเล่นเรื่องระดับความลึกของน้ำที่ส่งผลกับ ออกซิเจน อาการน้ำหนีบ ที่เกิดจากการดำน้ำลึกแล้วขึ้นผิวน้ำไวเกินไป กับอาการเมาไนโตรเจน ซึ่งสุดท้ายแปลงเป็นไคลแม็กซ์หักมุมที่กล้ามากๆ ภาคแรกทำให้คนดูจดจำได้จากเรื่องกลุ่มนี้ทั้งหมด ซึ่งถือว่าทำได้ดี สอบผ่านเลยแม้จะมีความไม่สมเหตุผลหลายๆ อย่างในเรื่องบ้าง แต่การกลับมาใช้ชื่อเดิม แต่เพิ่มคำว่า Uncaged ประมาณว่าฉลามแหกกรงออกมาจากภาคแรกแล้ว (ภาคแรกตัวเอกติดอยู่ในกรงดูฉลามใต้สมุทร) ซึ่งก็เล่นง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนโลเกชั่นมาอยู่ใต้เมืองโบราณ แล้วหลังจากนั้นก็จับฉลามขาวมาใส่ไว้ไล่กัดคนในเรื่องที่ติดอยู่ในที่จำกัด แต่ Uncaged กลับละทิ้งรายละเอียดอย่างอื่นที่เป็นที่จดจำในภาคแรกไปแทบทั้งหมด

47 ดิ่งลึกสุดนรก
 47 Meters Down: Uncaged
ภาคต่อทุนสูงกว่าภาคแรกเท่าตัว (จาก 5 ล้านมาเป็น 11 ล้านเหรียญ) แต่กลับเปลี่ยนเป็น “งานโลวเกรด” ที่ลดระดับลงมาทุกอย่างแบบไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่บทที่ขาดความสมเหตุสมผลทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องฉลามขาวที่ไปติดอยู่ใต้เมืองบาดาลตั้งแต่ตัวเล็กๆ รวมทั้งออกจากตรงนั้นไม่ได้ แถมพัฒนาการมาเป็นฉลามผิวซีดๆ ตาบอดแบบปลาในถ้ำ เพื่อให้จะได้เล่นมุกฉลามมองไม่เห็น ไล่จับกับตัวละครในถ้ำมืดๆ ซึ่งก็ต้องร้องโอ้โหในใจว่าคนเขียนบทคิดมาได้อย่างไรกับพัฒนาการอะไรอย่างนี้ (นี่ยังไม่ถือว่ามันกินอะไรบ้างที่อยู่ในนี้จนโตด้วยนะ) แต่สุดท้ายหนังก็ไม่ได้ใช้เรื่องฉลามตาบอดไปทำอะไรมากนักเลยจริงๆ แถมจากที่เห็นเป็นความพยายามออกแบบพัฒนาการฉลามใหม่กะให้ดูดุร้าย แต่เปลี่ยนเป็นงี่เง่าลงกว่าเดิม แถมยังพ่วงด้วยความถนัดวาร์ป ใช่ครับอ่านไม่ผิด ฉลามวาร์ปได้จริงๆ จากในเรื่องที่บอกที่นี่เป็นเขาวงกตถ้ำใต้สมุทร ฉลามตาบอดกลับโผล่ตามมาได้ทุกจุดที่ตัวละครหนีรอดผ่านซอกแคบๆ โอเคอาจจะแถว่ามันมีหลายตัวเลยโผล่ได้ทุกที่ก็จริง แต่นั่นยิ่งเป็นจุดบอดใหญ่ของเรื่องที่ว่า ที่นี่มีทีมนักดำน้ำโบราณสถาณมาบุกเบิกอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งก็เป็นทีมของพ่อนางเอกที่นั่งฟังเพลงใต้กันอย่างสบายใจ แต่ไหงอยู่ดีๆ เปลี่ยนเป็นฉลามพวกนี้โผล่มางาบไปหมดดื้อๆ หนังไม่มีคำอธิบายหรือแม้แต่จะจินตนาการว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ยังไง ซึ่งต่างจากภาคแรกที่มีความสมเหตุผลของการที่ลงมาติดอยู่ใต้สมุทร แถมด้วยตัวเลขระดับความลึกที่นำมาเล่นเป็นเหตุการณ์น้ำหนีบได้อย่างเข้าท่า ในภาคนี้ไม่มีตัวเลขความลึกหรือเรื่องอะไรก็ตามจากภาคแรกมาเลย มีเพียงแค่ข้อจำกัดออกซิเจนหมดที่ยังเหมือนภาคแรกแค่นั้นซึ่งก็ขาดความสมจริงไปอีกเรื่องเนื่องมาจากตัวละครในภาคนี้กรี๊ดสนั่นสะดุ้งตลอดทุกช่วง แต่ออกซิเจนกลับอึดเหลือหลาย ต่างจากภาคแรกที่ต้องลดอาการตื่นสะดุ้งเพื่อให้ควบคุมออกซิเจนให้ลดน้อยลงที่สุด ซึ่งก็เป็นข้อท้าทายอย่างหนึ่งที่เข้าท่า เรียกว่าภาคแรกพยายามเขียนบทให้ฉีกกรอบหนังฉลามกินคนหลายอย่างที่เคยสร้างกันมา แต่พอมาภาคนี้เอาของเก่ามายำใหม่จนแปลงเป็นหนังที่ไม่น่าจะเหลือเครดิตอะไรให้ไปทำภาคต่อลงโรงได้อีกแล้ว

47 Meters Down: Uncaged 
พอขายความ Sexy ของตัวละครสาววัยรุ่นได้แค่นี้แหละ แต่ก็ออกมานิดเดียวก่อนใส่ชุดดำน้ำมืดๆ ทั้งเรื่อง
ส่วนสิ่งที่ยังพอขายได้ก็คงเป็นตัวละครหญิงเหมือนอย่างภาคแรก ที่คราวนี้ใช้ถึง 4 คนต่างกับภาคแรกที่ใช้แค่ 2 คนทั้งเรื่อง แต่ก็ยังหยิบยืมแนวทางพี่น้องไม่ลงรอยกัน แต่ต้องมาดำน้ำด้วยกัน แล้วหลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเรื่องราวการเอาชีวิตรอดที่ช่วยสานสัมพันธ์กัน ซึ่งในภาคแรกถ้าใครได้ดูมาก่อนคงรู้ว่าตอนจบหนังได้สร้างฉากเซอร์ไพรส์ที่น่าจดจำ แต่ในภาคนี้กลับทำมาราบเรียบเป็นเส้นตรง ไม่มีการหักมุมอะไรก็แล้วแต่ทั้งสิ้น แถมยังออกแบบให้มีบทตัวละครโง่ๆ ซึ่งเล่นโดยบุตรสาวซิลเวสเตอร์สตอลโลน คนสวย ซึ่งคุณสวยจริงๆ ครับ แต่กลับได้รับป่วยสุด ไร้สมองสุดในเรื่อง แต่ยังดีที่สองนางเอกพี่น้อง Mia กับ Sasha ยังถือว่าสอบผ่าน พอมีเคมีเข้าคู่กันกับเรื่องถูไถเอาตัวรอดไปได้ ส่วนสาวชาวเวียดนามอีกคนก็พอถูไถไปได้กับบทผู้นำในเรื่อง แต่ด้วยองค์รวมกับบทป่วยๆ ไม่เมคเซนส์ตั้งแต่ต้นจบ จึงไม่ช่วยให้ใครดูดีขึ้นมาจริงๆ ได้เลย ยิ่งตอนจบฉากสู้กับฉลามงาบลงไปใต้สมุทรนี่ทำเอาอึ้งว่าคิดได้ไง ฉลามขาวงับคนเหมือนแมวคาบลูกไปซ่อน ไม่ได้มีความร้ายแรงอะไรตามความจริงที่ฉลามขาวเป็นสัตว์ที่มีแรงกัดลำดับต้นๆ ของโลก  ซึ่งภาคแรกก็มีฉากโดนฉลามกัดแบบโอเวอร์ๆ เหมือนกันในตอนจบ แต่ได้ทลายกฏความไม่เมคเซนส์ด้วยฉากจบเซอร์ไพส์แทน ทำให้ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจว่ารอดได้ยังไง ถ้าใครสงสัยอ่านดูจากสปอยล์ล่างเอานะครับ

Peaky Blinders จากอันธพาล สู่เส้นทางการเมือง

เกริ่นนำสำหรับใครที่ไม่ยังไม่เคยดู Peaky Blinders เป็นซีรี่ย์ที่เกี่ยวกับเรื่องของแก๊งค์อันธพาลแก๊งค์หนึ่งในเมือง Birmingham “พีคกี้ ไบลน์เดอร์ส” ชื่อนี้มิใช่ได้มาเพราะโชคช่วยอะไร แต่เป็นฉายาที่รับการขนาดนามจากวีรกรรมที่สมาชิกได้ไปก่อขึ้นครั้งแล้ครั้งเล่า นั่นก็คือการติดใบมีดโกนไว้ที่หมวกทรง “พีคกี้” ซึ่งเวลาสู้ แก๊งค์นี้ก็จะถอดหมวกที่แฝงใบมีดไว้รอบๆขอบหมวก ออกมาปาดคอ สำหรับตัวละครนำ “ทอมมี่” หรือ “โธมัส เชลบี้” (นำแสดงโดย Cillian Murphy เชื่อว่าคอหนังหลายๆ คนคงคุ้นเคยกันดี เพราะพี่แกเคยผ่านตามาจากภาพยนตร์ขึ้นหิ้งหลายๆ เรื่อง เช่น Batman Begins เป็นต้น) และเสริมความโหดแบบจัดเต็มด้วยครอบครัวเชลบี้ ประกอบด้วย พี่ชายคนโต “อาคุณร์” (Paul Anderson) น้องชาย “จอห์น”  (Joe Cole) และอา “พอลลี่ เกรย์” (Helen McCrory) ซึ่งครอบครัวนี้มีธุรกิจหลักคือการทำ “พนันม้า” และแน่ๆว่ายังเป็นอันธพาลผู้มีอิทธิพลในเบอร์มิงแฮม ที่มีทั้งคนรัก และคนเกลียด

รีวิว Peaky Blinders 

รีวิว Peaky Blinders ซีซั่น 5

ก่อนหน้านี้ (ภาค 1-4) การดำเนินเรื่องของ Peaky Blinders จะไม่เน้นเรื่องราวที่ฉาบฉวยมากนัก แต่จะเน้นไปที่การเล่าเรื่องราวอย่างละเอียด เน้นไปที่อารมณ์ของดาราหนัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำไว้ได้ดีนำมากๆ ทำให้คนดูรู้สึกมีส่วนร่วม และรู้สึกตัวอีกทีก็จบซีซั่นไปซะแล้ว! แต่สำหรับซีซั่น 5 นั้นไม่ใช่เลย เพราะการปรับเรื่องราวให้มีความ “กระชับ” มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็สามารถปูเนื้อหาอื่นๆ ที่สอดแทรกเผ่านาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ดูไม่ขาดหรือเปล่าเกิน 

Image result for Peaky Blinders 5
รีวิว Peaky Blinders
โดยตัวเอกของเรื่องอย่างโทมัส เชลบี้ หัวหน้าแก๊งค์ Peaky Blinders ในซีซั่น 5 นี้ จะเห็นได้ชัดว่ามีการเติบโต และเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จากเมื่อก่อนเขาจะเป็นคนที่ชอบลงมือสะสางปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเองเกือบทั้งหมด แต่เมื่อโทมัสได้เลือกเส้นทาง “นักการเมือง” แล้ว การที่จะลงมาจัดการกับปัญหาต่างๆ ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่เคยเป็น เขาจึงต้องเลือกทำแบบ “ทำน้อยลง” แต่ “คิดมากขึ้น” นั่นเอง ซึ่งเราก็มองว่าเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการของตัวละครที่มากขึ้น ส่งผลให้การดำเนินเรื่องมีความเข้มข้นในด้านเนื้อหาเพิ่มขึ้นมาทันที

ถึงแม้ว่าจะมีการขมวดเรื่องราวให้มีความรวดเร็วขึ้น แต่เนื้อหา หัวข้อต่างๆ ก็ยังคงเข้มข้นไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเส้นเรื่องที่ยังคง “คาดเดาไม่ได้” ตามสไตล์ของ Series เรื่องนี้ ที่บอกเลยว่าทำมาได้ดีจริงๆ ทั้งในแง่ของการตัดต่อ เอฟเฟ็กต์ต่างๆ การเล่าเรื่อง รวมไปจนถึงการแสดงของตัวละคร (โดยเฉพาะเจ๊ Polly) ที่โขมยซีนได้แทบจะทุกวินาทีที่เจ๊แกออกมา พูดได้ว่าเป็นซีรี่ย์ที่มีองค์ประกอบครบสุดๆ อีกหนึ่งเรื่องเลยล่ะ

Image result for oswald mosley peaky blinders
รีวิว Peaky Blinders
และอีกหนึ่งตัวละครที่จะไม่เอ่ยถึงไม่ได้เลยสำหรับซีซั่นนี้ ก็คือตัวร้ายที่ซึ่งพูดได้ว่าเป็นคู่ปรับของโทมัสได้แบบเต็มปากเต็มคำ ในแบบที่ตัวโทมัสเองยังเอ่ยปากเลยว่า “เขาอาจจะเจอคนที่เขาไม่สามารถปราบได้แล้วล่ะ!” นั่นก็คือ ส.ส. Oswald Mosley (นำแสดงโดย Sam Claflin จาก Me Before You) ที่พูดได้เต็มปากลยว่า “แสดง โคตรดี!” ซึ่งอาจจะเป็นการแสดงที่ขึ้นหิ้งของเขาเลยทีเดียว ทั้งบทพูด ความมั่นใจ การแสดงออกทางหน้าตา ท่าทาง และสายตาอันเคร่งเครียด ที่มันสามารถพาเราอินเข้าไปในเนื้อเรื่องได้แบบลืมตัวเลยทีเดียวล่ะครับ

Voice สัมผัสเสียงมรณะ

Voice สัมผัสเสียงมรณะ ซีรีส์ไทยที่รีเมคมาจากเกาหลีในชื่อเดียวกัน ที่ความโหดขึ้นชื่อว่าโหดติดเรตที่สุดของซีรีส์เกาหลีที่เคยมีมา เรื่องราวของนางเอกตำรวจหน่วยรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 112 ที่มีสัมผัสพิเศษทางการได้ยินดีมากยิ่งกว่าคนปกติ คุณได้ยินเสียงฆาตกรโรคจิตที่ฆ่าพ่อของคุณ และยังฆ่าเมียของพระเอกที่เป็นของตํารวจสายสืบความสามารถดีในเวลาเดียวกัน แต่ก็ไม่สามารถตามจับฆาตกรตัวจริงได้ และก็ไม่มีใครเชื่อว่าคุณได้ยินเสียงฆาตกรจริงๆ คุณจึงไปเรียนอเมริกาด้านแยกแยะเสียง ก่อนกลับมาไทยที่หน่วยเดิมและก่อตั้งทีม Golden Time โดยมีพระเอกร่วมทีมเพื่อให้หยุดคดีเร่งด่วนต่างๆ พร้อมกับสืบหาฆาตกรที่ฆ่าพ่อของคุณและเมียของพระเอกไปพร้อมกัน 

Voice รีวิว สัมผัสเสียงมรณะ
ฆาตกรลูกตุ้มเหล็กสุดโหด
Voice ของเกาหลีนับว่าเป็นผลงานซีรีส์ที่เรียกว่าเทพมากๆ เรตติ้งขึ้นชั้น 1 ของช่อง OCN ตอนนี้มีถึง 3 ซีซั่น ข้อดีคือบทระทึกขวัญต่อเนื่องกันทั้งเรื่อง แบบไม่ใช่แค่ต่อตอนจบ แต่เหมือนเป็นหนังยาวๆ เรื่องหนึ่งที่ทุกตอนพระเอกนางเอกแทบไม่ได้พักกับคดีสายด่วนที่เผ่านาจิตวิปริตทุกเคส ความร้ายแรงก็ขึ้นชื่อว่าโหดที่สุดที่เกาหลีเคยสร้างมาเลย มีการเปลี่ยนเรตติ้งให้สูงขึ้นในตอนหลังๆ เพื่อให้ไม่ต้องตัดทอนฉากร้ายแรงออก แถมหนังเก็บรายละเอียดทุกอย่างเนี๊ยบมาก แม้แต่เสียงที่ใช้ในเรื่องซึ่งถูกบันทึกออกมาเป็น 3D สมจริงให้คนดูได้ยินเหมือนนางเอกในเรื่องที่มีสัมผัสพิเศษ ดูเวอร์ชั่นเกาหลีแบบถูกลิขสิทธิ์ผ่าน Viu ได้ที่นี่ (เดือนแรกฟรี)

voice ซีรีส์เกาหลี
voice เวอร์ชั่นเกาหลี
ด้วยความที่เป็นงานรีเมคแบบร่วมทุนของทรูกับเกาหลี (TRUE CJ CREATIONS) แทบทุกอย่างในเรื่องนี้จึงเป็นการถอดบท จังหวะ มุมกล้อง แทบทุกอย่างของเกาหลีมาเป็นไทย เปลี่ยนแค่ตัวแสดงกับฉากของเรื่องมาเป็นกรุงเทพฯ เพียงแค่นั้นซึ่งผมดูงานของค่ายนี้มาอย่าง “ผีป่วนชวนมารัก” ที่รึเมคมาจาก Oh My Ghost ของเกาหลี ซึ่งก็ทำออกมาแบบเดียวกัน และทำออกมาได้ดีมากๆ รีเมคออกมาเป็นไทยได้เนียนตาหลายอย่าง นางเอกหนูนาก็เล่นได้ดีไม่แพ้ต้นฉบับ ยกเว้นพระเอกที่เล่นโดยเป้อาจจะดรอปลงไปหน่อยเมื่อเทียบกับเกาหลี ซึ่งถ้าใครไม่เคยดูก็แนะนำเลยครับ ดูผ่าน Netflix ได้เช่นกัน (คลิกที่นี่) เผื่อใครคิดว่าหนังรักเลี่ยนๆ แต่ที่จริงเรื่องนี้เป็นหนังตามล่าฆาตกรต่อเนื่อง แถมโรคจิตไม่แพ้กันด้วย (ส่วน Tunnel ผลงานรีเมคต่อมาของทรูยังไม่ได้ดูเลยเทียบไม่ได้ครับ)

รีวิว Voice สัมผัสเสียงมรณะ งานรีเมคจากเกาหลีที่ดิบเถื่อนเลือดสาดไม่แพ้กัน 1
ห้องคอนโทรลของไทย
ด้วยความที่เคยดูผลงานที่ผ่านการรีเมคจากเกาหลีมาได้ดี จึงคาดหวังว่า Voice ของไทยก็น่าจะทำได้ใกล้เคียงกันในหลายๆ ด้าน แต่ก็พบว่ายังมีส่วนที่เป็นข้อบกพร่องมากกว่าต้นฉบับหลายอย่างอยู่เหมือนกัน ซึ่งหลักๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากงบประมาณที่ของไทยคงไม่เท่าเกาหลีเลยต้องมีการปรับบทลดต้นทุน อย่างฉากรถโดนชนเละแบบเกาหลีอันนี้คงไม่มี ตรงนี้พอเข้าใจได้ แต่ที่เห็นแล้วต้องตำหนิเลยคือ ความไม่เนี๊ยบในส่วนรายละเอียด ที่ดูแบบไม่คิดอะไรก็อาจจะมองผ่านไปได้ แต่ด้วยความที่เกาหลีเนี๊ยบมาก่อน พอของไทยนำมาแปลงแล้วหลุดแบบสะเพร่าไม่เนี๊ยบนี่แหละ ก็ต้องว่ากันตรงๆ ครับ เพื่อให้ให้เห็นภาพขอยกมาเป็นฉากๆ เทียบกัน

อย่างในฉาก EP4 ที่เหยื่อถูกจับขังไว้ในรถ แล้วมีมือถือที่เปิดสายไว้ แต่พูดไม่ได้ ของเกาหลีคือเหยื่อถูกมัดมือไพล่หลังปิดปาก ก็สมเหตุผลที่ทำให้พูดไม่ได้ แต่ของไทยมือถือตกอยู่ด้านหน้า มือถูกมัดไว้ด้านหน้า ยกมือขึ้นลงได้อิสระ แต่กลับจับมือถืออยู่ห่างไปไม่กี่นิ้วไม่ได้ แถมก็ไม่ได้คิดเปิดเทปปิดปากอีก เป็นอะไรที่เห็นแล้วขัดตามากว่า คนเตรียมผู้แสดงพลาดได้ยังไงกับเรื่องความสมจริงสำคัญแบบงี้

รีวิว Voice สัมผัสเสียงมรณะ งานรีเมคจากเกาหลีที่ดิบเถื่อนเลือดสาดไม่แพ้กัน 2
ซ้ายไทย ขวาเกาหลี
ห้องของนางเอกซึ่งต้นฉบับก็มีบอกไว้ว่าเป็นห้องเก็บเสียง มีวัสดุเป็นฉนวนดักป้องกันไว้หมด ไม่มีหน้าต่าง เพราะนางเอกมีสัมผัสพิเศษอย่างงี้จึงต้องทำห้องขึ้นมาเฉพาะเพื่อให้เป็นห้องพักป้องกันเสียงรบกวน แต่ของไทยกลับโล่งโจ่ง ติดหน้าต่างอีกต่างหาก ทำให้เห็นเลยว่าทีมงานกับผู้กำกับไม่ได้ใส่ใจเก็บรายละเอียดตามต้นฉบับ (ซึ่งฉากนี้จะเป็นจุดสำคัญในภายหลังฉากหนึ่งด้วย)

รีวิว Voice สัมผัสเสียงมรณะ งานรีเมคจากเกาหลีที่ดิบเถื่อนเลือดสาดไม่แพ้กัน 3
ซ้ายไทย ขวาเกาหลี
หรือกรณียา Midazolam ยากล่อมประสาทใน EP3 ที่พระเอกต้องโดนหลอกให้ดื่ม ซึ่งยานี้ก็คือพวกยาเสียสาวที่นิยมผสมไว้ในน้ำรสเข้มเพื่อให้กลบรสของมัน และจากนั้นก็นิยมใช้เป็นน้ำเพื่อให้ความง่ายต่อการใช้ ของเกาหลีถูกต้องตามจริงหมดคือเป็นแบบน้ำผสมในน้ำผลไม้ แต่ของไทยกลับเป็นแบบเม็ดผสมในน้ำเปล่าซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมาบดยาให้ละลายกับน้ำเปล่าจนไม่รู้รสได้แบบนั้น ซึ่งตรงนี้เป็นไคลแม็กซ์ของ EP3 สำคัญจุดหนึ่งด้วย

YOU Season 2 ฆาตกรรมความรักที่สวยงามและจิตวิปริตกว่าเดิม!

ถ้าใครที่ยังไม่ได้ดูซีซั่นแรกไม่รู้ว่า YOU เป็นเรื่องราวแนวไหน คลิกอ่านที่นี่ก่อนนะครับ สำหรับคนที่ดูและก็คงสงสัยว่าซีรีส์เรื่องนี้จะเดินไปในทิศทางไหน หลังจบซีซั่นแรกแบบที่ให้ “แคนเดซ” ตัวละครแฟนเก่าคนแรกสุดของโจกลับมา ซึ่งเรื่องราวจะต่อกันทันทีเลยจากตอนจบ ในช่วงแรกคือการที่โจต้องย้ายไป LA เพื่อให้หนีแคนเดซที่ตามมาราวีทวงความแค้นที่เขาเคยทำกับคุณ โดยที่ไม่ได้คิดจะไปแจ้งความเพราะคิดว่าคนอย่างเขาถึงติดคุกไปก็คงไม่ได้สำนึกผิดต้องโทษคนอื่นตามนิสัยติดตัวที่เราเห็นกันมาตลอดซีซั่นแรกนั่นแหละครับ

มาถึงตรงนี้คนดูอาจจะสงสัยว่า เฮ้ย! หนังเล่นง่ายไปรึเปล่ากับการให้ฆาตกรต่อเนื่องอย่างโจไม่โดนแจ้งความจับส่งตำรวจให้จบๆ ไป ก็ต้องบอกว่าภาคนี้เหมือนคนสร้างทำการบ้านมาดีขึ้นมากๆ ลดจุดบอดของเรื่องราวออกไปเยอะจนดูน่าเชื่อถือว่าซีซั่นแรก ซึ่งถ้าใครดูแบบจับผิดนี่มีแผลเหวอะหวะอย่างมาก แม้แต่คนที่ชอบอย่างผมก็ยังยอมรับว่าเรื่องราวพล็อตโฮลเยอะจริง แต่ด้วยความที่มันเป็นหนังในแบบให้เราเอาใจช่วยแอนตี้ฮีโร่ให้ทั้งสมหวังในความรัก (ที่จิตวิปริต) ไปพร้อมกับการที่ลุ้นให้พระเอกรอดจากคดีฆาตกรรมที่ตัวเองก่อ การดูเรื่องนี้จึงต้องละทิ้งหนังสืบสวนไล่ล่าฆาตกรให้จนมุมอะไรแบบนั้นไปครับ ถ้าใครดูซีรีส์ Dexter มาจะเข้าใจ แถมในภาคนี้ยังมีประโยคอ้างอิงไปหาโจว่า คิดว่าตัวเองเป็น Dexter เหรอ? อีกด้วย

อย่างที่บอกไปด้านบนตัวเรื่องราวแรกๆ อาจจะดูง่ายๆ แต่หนังจะค่อยๆ มีคำอธิบายตามมาเรื่อยๆ ถึงการที่แคนเดซไม่ไปแจ้งความในแบบฉากแฟลชแบ็คไปยังเหตุการณ์สุดท้ายของเขากับแคนเดซ ซึ่งพอเฉลยทั้งหมดเราก็ได้คิดว่า จริงๆ แล้วจุดจบของแคนเดซกับโจต่างกับเบ็คมากอยู่ และเรื่องราวในช่วงครึ่งแรกของการเริ่มชีวิตใหม่ใน LA หนังเล่าเรื่องเหมือนฉายหนังซ้ำกับซีซั่นก่อนกับเบ็คแบบจงใจ แต่มีรายละเอียดใหม่ๆ เพิ่มเผ่านาคือการที่โจพยายามเรียนรู้ข้อผิดพลาดไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมกับเบ็ค ซึ่งสาวคนใหม่ที่โจหมายปองคือ “เลิฟ” สาวสวยในที่ทำงานเดียวกันกับเขานั่นเอง

เลิฟ Love 
เลิฟ (Love) นางเอกคนใหม่ของ You ss2 netflix
มาถึงตรงนี้ผมว่าร้อยทั้งร้อยก็คงคิดว่า “สันดานของโจไม่มีทางเปลี่ยนได้” เพราะถึงจะพยายามแก้ไขยังไง แต่ความประพฤติปฏิบัติต่างๆ ก็ยังเป็นแบบสตอล์กเกอร์อยู่เหมือนเดิม แม้ว่าเลิฟจะนิสัยแตกต่างจากเบ็คทุกอย่าง แถมเป็นผู้หญิงสายรุกเข้าหาผู้ชายในแบบที่โจไม่คาดคิด (ถึงจะจะกลายเป็นเป้าหมายของโจ) ก็ยังหาทางไปสตอล์กเกอร์คุณเหมือนเดิม ซึ่งการที่หนังเล่นเรื่องราวเกือบซ้ำเดิมกระทั่งให้มีตัวละครเด็กแบบที่โจต้องพยายามเอาตัว (เสือก) เข้าไปช่วย ก็คงทำให้คนดูที่มองหาความสดใหม่ในเรื่องราวเบื่อครึ่งแรกของซีซั่น 2 ได้ง่ายๆ อาจจะมีต่างแค่ตรงโจในซีซั่นนี้ฆ่าคนอย่างไวกว่าซีซั่นแรกมาก ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดที่ผู้สร้างแทรกมาได้อย่างน่าสนใจ แต่ก็จบทิ้งไว้ง่ายๆ เหมือนกัน เหมือนเป็นแค่การคั่นเวลาก่อนถึงเมนคอร์สของจริงในช่วงหลัง ที่แตกต่างจากช่วงแรกอย่างสิ้นเชิง…

ตัวละครเด็กคนใหม่
ตัวละครเด็กคนใหม่ที่โจต้องเข้าไปช่วยเหลือใน YOU SS2
ซึ่งของจริงในช่วงหลังนั้นก็คือเรื่องราวที่พาไปสู่สิ่งใหม่ๆ ที่ปั่นป่วนชีวิตโจเป็นชุด ในแบบคาดเดาไม่ได้เลย เราจะได้เห็นโจพลาดติดๆ กันต่อเนื่องแบบไม่มีปัญญาแก้ แถมยังเล่นกับเวลานับถอยหลังให้ลุ้นระทึกสนุก ตลก หวาดเสียวไปพร้อมกัน และยังดึงเอาเรื่องราวผลลัพธ์ตอนจบของซีซั่นแรกเกี่ยวกับหนังสือชีวิตของเบ็คมาขยายต่อในแบบที่เข้าท่ามาก แปลงเป็นภาคนี้มีส่วนเสริมเรื่องราวเป็น “หนังสือ vs หนัง” ซึ่งเป็นเรื่องราวของการที่โจต้องไปเกี่ยวข้องกับการตรวจงานเขียนบทหนังให้กับน้องชายของเลิฟ จนแปลงเป็นเรื่องราวตลกเสียดสีหนังสือขายดีจะกลายมาเป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริง โดยความสามารถการเขียนบทของโจที่ฆ่าเบ็คเอง!

เท่านั้นยังไม่พอเรื่องราวยังหักมุมแบบมาติดๆ กันแทบไม่เว้นช่วงให้หายใจเลย โดยส่วนใหญ่เกิดจากความตั้งอกตั้งใจของโจที่จะไม่ทำผิดซ้ำแบบเดิมอีกต่อไป โดยเป็นใจความสำคัญเกี่ยวเนื่องต่อจากในครึ่งแรก ซึ่งก็คือ หัวใจหลักของซีซั่นนี้ที่เล่นเรื่องราว “การสำนึกผิด” ที่ตอนแรกอาจถูกจะมองว่าหนังหากินกับพล็อตเดิมๆ แต่ที่จริงคือการทวนซ้ำเพื่อให้สะสมความน่าเชื่อถือทีละน้อยๆ ให้กับคนดู โดยให้โจได้มีโอกาสสำนึกผิดกับเรื่องราว ที่ผ่านมากับเบ็ค (ไม่นับแคนเดซที่โจมองเป็นศัตรูตามราวีเขา) ซึ่งตอนแรกคนดูก็คงไม่เชื่อ หนังจึงพยายามให้โจเลือกไม่ทำซ้ำรอยเดิมในทุกความผิดพลาด ทั้งกับเรื่องรักและฆาตกรรม จนทำให้โจดูเป็นคนดีมากกว่าภาคก่อนที่เห็นแก่ตัวเองมาก เรียกว่าค่อยๆ ปูเหตุผลสะสมมาเรื่อยๆ พร้อมใส่แฟลชแบ็คย้อนอดีตเรื่องราวครอบครัววัยเด็กของโจแบบที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน และเป็นเหตุผลที่เกี่ยวกับที่มาที่ไปของนิสัยจิตๆ ของโจที่น่าสงสาร จนเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างสุกงอมจึงค่อยระเบิดตูมไปกับบาปที่เกาะกินใจในช่วงท้าย ทำให้เรื่องราวนอกจากจะสมเหตุผลจนคนดูเชื่อได้แล้ว ยังช่วยให้หนังเดินเรื่องไปในทิศทางใหม่ ที่หักมุมกันแบบสุดโต่งและจิตสุดขั้วมากจริงๆ และก็ไม่ใช่หักมุมเพื่อให้จบแล้วค้าง แต่หนังยังใช้เวลาอีกถึง 1 ตอนกว่า เล่นเรื่องราวใหม่ที่จิตวิปริตกว่าที่ผ่านมาทั้งหมด (มากกว่าซีซั่น 1 ด้วย) ที่เรียกว่าลุ้นและสนุกสนานนำมากๆ โดยที่ยังคงเส้นน้ำหนักเรื่องราวความรักโรคจิตไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยมอีกด้วยครับ

YOU SS2 อุดจุดอ่อนที่เคยมีแบบซีซั่นแรกไปจนเกือบหมด เรื่องราวมีเหตุผลพอดีทั้งความรักและฆาตกรรมมากกว่า ก็แค่การดำเนินเรื่องในช่วงครึ่งแรกอาจจะไม่สดใหม่นัก เพราะต้องปูเรื่องราวแบบเก่าหลายตอนให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือเพื่อให้เบนเข็มไปสู่ทิศทางใหม่ ที่ต้องบอกว่าสนุกและสนุกสนานนำมากๆ เรียกว่าสนองตอบแฟนคลับ ที่ชอบแนวหนังรักจิตวิปริตได้อย่างดีแน่ๆ แต่ถ้าใครมาดูเพื่อให้หวังกับเรื่องราวยุติธรรมโลกสวย คงไม่พ้นขัดใจกับตรรกะในเรื่องที่ผิดเพี้ยนไปมากๆ ครับ

รีวิวสปอยล์ทีละใจความสำคัญ
รีวิวสปอยล์ใจความสำคัญต่างๆ ของ YOU SS2 
YOU SS2

การกลับมาของเบ็คในซีซั่น 2
YOU SS2 เรียกว่ายังเอาใจคนดูที่อาจจะชื่นชอบนางเอกในภาคแรกเบ็ค ที่เล่นโดย Elizabeth Lail ก็ต้องบอกคุณยังอยู่ครับ แต่โผล่มาแบบเหมือนภาพหลอนหรือผี เราจะได้คิดว่าจริงๆ แล้วโจฆ่าเบ็คแบบไหน แล้วตายจริงไหม เพราะในซีซั่นแรกมีให้ลุ้นว่าจริงๆ อาจจะเหมือนแคนเดซ แต่สรุปคือตายจริงแน่ๆ ซึ่งการดึงเบ็คกลับมาก็เป็นอะไรที่ดีงามเช่นเดิม เรียกว่าทำให้ภาคนี้มีนางเอก 2 คนหลัก เลิฟกับเบ็ค ไปพร้อมกัน แต่หนังก็ไม่ได้ให้เรื่องราวของเบ็คเยอะมากไปจนจบ เพราะเบ็คกลับมาเพื่อให้ให้กับเรื่องราวการสำนึกผิดของโจ ที่ตอนแรกเราอาจจะดูว่าเขาแค่ทำไปอย่างนั้น แต่หนังเน้นหนักเพิ่มมากขึ้น จนถึงตอนจบ ซึ่งทำให้คนดูเชื่อได้จริงๆ ว่าพระเอกแอนตี้ฮีโร่ของเราคนนี้ตั้งมั่นจริง ไม่ใช่แค่หลอกๆ และกลับไปเป็นแบบเดิม

นางเอกใหม่ “เลิฟ” สวยมีเสน่ห์ไม่เท่าเบ็ค?
รับเลยว่าตอนแรกดูขัดใจมากกับนางเอกภาคนี้ ที่ดูยังไงก็ไม่ได้สวยหรือมีเสน่ห์ Sex Appeal เท่าคนก่อนเลย (เล่นโดย Victoria Pedretti จากซีรีส์ The Haunting of Hill House บทของเนล) แต่ต้องบอกว่าเป็นการเลือกตัวละครนางเอกคนใหม่ที่ตั้งอกตั้งใจให้แตกต่างกว่าภาคแรกในทุกๆ ด้าน ซึ่งเลิฟในคราวนี้เป็นสายรุกหวังมัดใจโจในแบบคาดไม่ถึง (แต่ฉาก SEX น้อยกว่าภาคแรก) แถมยังพ่วงตำแหน่งเป็นเจ้านายของโจ ซึ่งพอดูไปเรื่อยๆ รับรองว่าแม้เสน่ห์ตรงๆ อาจจะสู้เบ็คไม่ได้ แม้กระนั้นคุณก็มีเสน่ห์ในหลายมุมชวนมองให้เคลิ้มได้ง่ายๆ เหมือนกัน และก็เป็นสาวสวยลูกเศรษฐีที่ตรงกับบททุกประการ การแสดงก็ตีบทแตกกระจุย บทก็มีมิติลึกมากกว่าเบ็ค แถมยังดูดีมีคลาสกว่าเบ็คที่ทำตัวแย่ๆ เรียกว่าเป็นนางเอกที่คนดูเอาใจช่วยในหลายๆ ทางได้มากกว่านางเอกภาคแรกมากครับ

ที่มาของความรักหมกหมุ่นของโจจนกลายมาเป็นฆาตกร
หนังเล่นเรื่องการไถ่บาป การสำนึกผิด พร้อมใส่ความเป็นฮีโร่ให้โจตั้งมั่นช่วยหลายท่านจริงๆ เท่านั้นไม่พอยังเล่นเรื่องราวปมวัยเด็กของโจ ซึ่งตอนโผล่มาแรกๆ อาจจะดูงงๆ เป็นส่วนเเกินของเรื่องราว แต่หนังพยายามใส่เผ่านาเรื่อยๆ มีที่มาที่ไปเพื่อให้ให้คนดูค่อยๆ เห็นอกเห็นใจเข้าข้างความประพฤติของเขาในปัจจุบัน ซึ่งสาเหตุการที่เขาหมกหมุ่นกับความรักนี้ก็มีเหตุผลน่าเชื่อถือ เกี่ยวกับแม่ที่รักของเขาไม่เป็นสุขกับพ่อที่ทุบตีแม่ให้เขาเห็นตั้งแต่เด็กๆ และแม่ก็พยายามหาผู้ชายคนใหม่มาช่วยปลดปล่อยตัวคุณและลูกออกไป จนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมเลวร้ายในวัยเด็ก อันเป็นจุดเริ่มที่ทำให้โจเปลี่ยนเป็นคนที่มองหาความรักในแบบหมกหมุ่นจนเปลี่ยนเป็นฆาตกรในที่สุด ซึ่งในซีซั่นแรกไม่มีการอธิบายตรงนี้เลย ทำให้แรงจูงใจที่มาต่างๆ โจสมเหตุผลขึ้นมากทันที

 

โจคนเดิมกับมุมมองความรักแบบใหม่ 
เรื่องราวในซีซั่น 2 กับการสำนึกผิดทำให้โจต้องเปลี่ยนแปพอดีเอง ซึ่งก็มีผลไปถึงเรื่องราวแง่มุมความรักที่เปลี่ยนไปจากภาคแรกหลายจุด หนังหยิบเอาส่วนที่ยังไม่เคยมีการนำมาใช้มาใส่ไว้ในตัวโจ อย่างเช่น การที่ต้องกลายเป็นข้างโดนจีบจากผู้หญิง การนัดเดทผ่านแอพหาคู่เพื่อให้ทำให้แฟนหึง การปรับตัวให้กับครอบครัวแฟน การคิดแผนมีลูกมีครอบครัวจริงจัง ซึ่งเป็นพัฒนาการของเรื่องราวความรักที่มีมิติมากขึ้นกว่าแค่การลุ่มหลงอกหักในแบบซีซั่นแรก และในตอนจบซีซั่นก็ยังเปิดเผยเลยว่าพร้อมจะไปสำรวจโลกของความรักต้องห้ามที่ยังไปไม่ถึง ซึ่งน่าติดตามมากว่าจะเดินเรื่องยังไงให้เรื่องยังดูชวนฝันในมุมความรักได้อย่างเดิมทั้ง 2 ซีซั่น

 

ฉากฆาตกรรมน้อยลง แต่แหวะมากขึ้น
หนังมีฉากฆาตกรรมน้อยลงตามธีมหลักของเรื่องคือการสำนึกผิดนั่นแหละครับ แต่ก็เปิดเรื่องมาต้นๆ มีเลยและก็สยองกว่าภาคก่อนมาก เพราะคราวนี้หั่นศพ บดเนื้อศพ ให้เห็นกันจะๆ ออกจะเหมือน Dexter มากขึ้น แต่อย่าพึ่งคิดว่าหนังจะขาดแคลนฉากพวกนี้ไปนะครับ กลับกันหนังใส่มาแบบจงใจแช่เล่นกับศพมากกว่าภาคก่อน รวมทั้งยังมีศพที่ไม่ได้เกิดจากโจอีกด้วย (อ่านต่อในหัวข้อสุดท้ายของสปอยล์)

รีวิว YOU Season 2 ฆาตกรรมความรักที่สวยงามและจิตวิปริตกว่าเดิม! 1
YOU SS2 เลือดสาดแหวะกว่าเดิมตามภาพ
แอนตี้ฮีโร่ช่วยเด็กยังคงอยู่และเน้นมากกว่าเดิม
เรียกว่า YOU SS2 นี้ตั้งมั่นปั้นให้โจเป็นพระเอกมากกว่าเดิมหลายเท่า ซึ่งภาคนี้เขาต้องมาช่วย “เอลลี่” เด็กสาววัย 15 จากการถูกดาราฮอลลีวู๊ดล่อลวง ซึ่งดูแรกๆ อาจจะคิดว่าบทยัดให้พระเอกจุ้นจ้านกับชีวิตเด็กจนรู้สึกแปลกๆ แต่ตัวหนังจะค่อยๆ เฉลยที่มาจากแฟลชแบ็คอดีตของโจในวัยเด็กที่ครอบครัวไม่พร้อมเลี้ยงดูลูก ทำให้โจเติบโตมาแปลงเป็นคนที่ทนเห็นเด็กถูกรังแกไม่ได้ เรียกว่าเป็นคนดีกับเด็กเสมอต้นเสมอปลายจนอาจจะดูเว่อร์มากๆ ไปเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ขนาดว่าบทนี้แย่ เพราะตัวบทเอลลี่เองก็ไม่ได้กลวง แถมยังเป็นบทที่มีความสำคัญกับหลายๆ อย่างในเรื่องมาก (มีแอบชอบโจด้วยเล็กๆ) และบทเอลลี่ก็มีสิทธิ์ได้ไปโผล่ในซีซั่น 3 ต่อไปด้วย

 

หนังมีมุมตลกกว่าซีซั่นแรก
ที่จริงซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้วางตัวเป็นตลกตรงๆ หรือตลกเสียดสีเด่นมากนัก แต่ในภาคนี้สังเกตุได้ว่ามีมุกตลกใส่เผ่านาแบบเยอะมากขึ้น อย่าง 7 สัญญาณของการเป็นคน LA ที่ใส่มานึกว่าจะมีอะไรแต่กลับแปลงเป็นมุกขำๆ ให้พระเอกเครียดกับการเห็นของแปลกหายากใน LA ซะงั้น (ตัวอย่างรถเข็นเด็กที่มีหมาแทนเด็ก) รวมทั้งฉากหักมุมในแบบ WTF ตามพระเอก ซึ่งโจผิดแผนบ่อยกว่าซีซั่นแรกมาก ทำให้ขำสนุกและลุ้นไปพร้อมกัน

 

โลกของหนังสือ vs. หนัง
ในซีซั่นแรกเราจะมองว่าเรื่องราวหมกหมุ่นอยู่กับหนังสือ นิยาย แต่มาในซีซั่น 2 โจต้องมาเจอกับคนรอบตัวที่เกี่ยวข้องกับหนัง หายใจเป็นหนังไปหมด ซึ่งโจต้องมาดูหนังบ้าง และก็มีเรื่องราวเมนหลักของเรื่องเกี่ยวกับหนังอย่างมากเต็มไปหมด อย่างเอลลี่ก็เป็นเด็กที่พยายามเรียนรู้แวดวงภาพยนตร์ โจก็ต้องฆ่าคนในแวดวงภาพยนตร์ รวมทั้งต้องมาช่วยออกไอเดียเขียนบทให้นิยายของเบ็คในตอนจบให้กลายมาเป็นหนังดีๆ ให้ได้ หรือแม้แต่ชื่อตอนสุด “ทุกหัวใจมีรัก” ก็มาจากชื่อหนังดัง “Love, Actually” นั่นเอง

Anne With An E ทั้ง 3 ซีซั่น!! มองโลกอันสวยงามสดใสผ่านสายตาเธอ แอนน์ที่ต้องมี “น์”

Anne with an E แอนน์ที่มี “น์” จากวรรณกรรมคลาสสิกที่ถูกนำไปทำเป็นภาพยนต์หลากหลายเวอร์ชั่น สู่ซีรีย์ใน Netflix เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กสาวกำพร้าที่ถูกส่งมายังเมือง กรีน เกเบิลส์ สู่การผจญภัยเรื่องราวต่าง ๆ อย่างมากไม่ว่าจะเป็นทั้งมิตรภาพ ความรัก การเติบโตและการผจญภัยเรื่องราวอย่างมากได้เริ่มขึ้นแล้ว
Anne with an E season 1

กล่าวถึงเรื่องราวของ Anne with an E
รีวิว Anne with an E ทั้ง 3 ซีซั่น!! มองโลกอันสวยงามสดใสผ่านสายตาคุณ แอนน์ที่ต้องมี “น์” 1Anne with an E  หรือ แอนน์ที่มี “น์” เริ่มเรื่องราวด้วย 2 พี่น้องชาวไร่ชื่อว่า แมทธิว และ มาริลา คัธเบิร์ต ตัดสินใจที่จะรับ “เด็กผู้ชาย” มาอุปการะเนื่องด้วยจากทั้งสองอายุมากแล้วและทั้งคู่ยังไม่ได้แต่งงาน จึงต้องการคนมาช่วยงานที่ไร่ และสืบทอดดูแลกิจการไร่ต่อไป ทั้งคู่จึงตัดสินใจรับเด็กมาเลี้ยง พอถึงวันที่แมทธิวจึงควรไปรับเด็ก แทนที่จะได้รับเด็กผู้ชาย กลับหลายเป็นว่าได้เด็กสาวมาแทนและคุณก็มีชื่อว่า แอนน์ 

 

ตัวซีรีย์จะย้อนไปในช่วง ศตวรรษที่ 19 ใครที่ชอบดูซีรีย์แนวย้อนยุคถือว่าไม่ควรพลาดเรื่องนี้แต่ประการทั้งปวง ชุด ฉาก แสง สี ล้วนสร้างขึ้นมาเหมือนในเรานั้นได้อยู่ในยุคนั้น ๆ เลย อาจจะไม่หวือหวา แฟนตาซีจ๋า แต่ก็เป็นมุมมองที่สวยงาม โดยการดำเนินเรื่องจะเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของแอนน์ ให้เราเห็นมุมมอง ทัศนคติ และบุคลิกนิสัยของคุณ แอนน์เป็นเด็กสาวผมสีส้ม มีกระ ถักเปีย เป็นเด็กสาวร่าเริงสดใส ช่างพูดช่างจา และช่างจินตนาการ นอกจากนี้คุณยังเป็นคนที่ชอบใช้คำศัพท์ที่สวยงามหลากหลายแบบที่คนทั่วไปได้ยินต้องถึงกับเหวอ เช่น ถ้าคุณกล่าวทักทายคุณ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แบบที่คนปกติชอบทักทายกัน คุณคงจะตอบมาประมาณว่า “อรุณสวัสดิ์ค่ะ เช้าวันนี้ช่างสดใสจริง ๆ นะคะ ดูดอกไม้พวกนี้สิ พวกมันช่างสวยสดงดงามเหลือเกิน จะมีสิ่งใดงดงามกว่านี้ไปได้อีกนะ…” นี้แหละคือบุคลิกเอกลักษณ์เฉพาะของคุณ

Anne-with-an-Eโดยรวมซีรีย์จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของแอนน์ กับการมาอยู่ในเมืองกรีน เกเบิลส์ ตัวซีรีย์จะนำให้เราเห็นพัฒนาการความเกี่ยวข้องของแอนน์และผู้คนรอบล้อมตัวคุณ ได้เห็นมุมมองความรักของเพื่อให้น และครอบครัว โดยจะสอดแทรกเรื่องราวหลักสำคัญทางสังคมอื่น ๆ เผ่านาด้วย เช่น เรื่องของการยอมรับความแตกต่างของผู้อื่น ในเรื่องของความคิดเห็น เรื่องของเชื้อชาติ รูปร่างหน้าตา ฐานะ การเป็นกุลสตรีในยุคสมัยนั้น หรือแม้กระทั่งเรื่องราวทางการเมือง LGBT และ สิทธิสตรี เป็นต้น 

ในมุมมองทางภาพยนต์ Anne with an E เป็นซีรีย์ที่จัดวางองค์ประกอบได้อย่างสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นทั้งชุด ฉาก แสง สี เสียง องค์ประกอบต่าง ๆ ในเรื่องล้วนผ่านการคัดสรรมาแล้ว โดยเฉพาะฉาก Opening credit ที่สามารถพูดได้ว่าสวยงามจับใจ นอกจากความสวยงามของการเปิดเรื่องนี้ ในแง่ความหมายที่สื่อสารออกมาก็บ่งบอกความเป็นแอนน์ได้เป็นอย่างดี 

สรุปโดยรวม Anne with An E คือซีรีย์แนวครอบครัว สามารถดูได้ทุกเพศทุกวัย ดูได้เรื่อย ๆ ตลอดทั้ง 3 ซีซั่น เป็นซีรีย์แนวย้อนยุค เล่าเรื่องการเติบโตขึ้นของเด็กสาวในชีวิตชนบทภาพสวยงามเนื้อเรื่องสดใสดูได้เพลิน ๆ ใครที่ชอบหนังแนวครอบครัว แล้วมีวันว่าง ๆ อยากดูหนังผ่อนคลาย ซีรีย์เรื่องนี้ก็พร้อมเป็นตัวเลือกทางหนึ่งได้ไม่ยาก
รีวิว Anne with an E ทั้ง 3 ซีซั่น!! มองโลกอันสวยงามสดใสผ่านสายตาคุณ แอนน์ที่ต้องมี “น์” 2โอเพนนิงไตเติล

แนะนำตัวละครพื้นฐาน
รีวิว Anne with an E ทั้ง 3 ซีซั่น!! มองโลกอันสวยงามสดใสผ่านสายตาคุณ แอนน์ที่ต้องมี “น์” 3

Anne Shirley-Cuthbert
นางเอกของเรา เป็นตัวดำเนินเรื่องหลัก
นิสัยร่าเริงสดใส ช่างจินตนาการ
รีวิว Anne with an E ทั้ง 3 ซีซั่น!! มองโลกอันสวยงามสดใสผ่านสายตาคุณ แอนน์ที่ต้องมี “น์” 4

Marilla Cuthbert
ชาวไร่อาศัยอยู่กับน้องชายชื่อ Matthew รับอุปการะแอนน์โดยไม่ได้ตั้งมั่น
นิสัยเคร่งขรึม มีกฎระเบียบ จริงจัง
รีวิว Anne with an E ทั้ง 3 ซีซั่น!! มองโลกอันสวยงามสดใสผ่านสายตาคุณ แอนน์ที่ต้องมี “น์” 5

Matthew Cuthbert
ชาวไร่อาศัยอยู่กับพี่สาวชื่อ Marilla เป็นคนไปรับตัวแอนน์ที่สถานีรถไฟ สนใจในตัวแอนน์ตั้งแต่นัดแรกที่พบเจอ
ใจดี อ่อนไหว พูดน้อย และบุคลิกค่อนข้างขี้อาย
รีวิว Anne with an E ทั้ง 3 ซีซั่น!! มองโลกอันสวยงามสดใสผ่านสายตาคุณ แอนน์ที่ต้องมี “น์” 6

Diana Barry
เพื่อให้นสนิทของแอนน์ เป็นคนแนะนำแอนน์ให้รู้จักกับเพื่อให้นใหม่ในโรงเรียน
อยู่ในครอบครัวที่ร่ำรวย
รีวิว Anne with an E ทั้ง 3 ซีซั่น!! มองโลกอันสวยงามสดใสผ่านสายตาคุณ แอนน์ที่ต้องมี “น์” 7

Gilbert Blythe

ชายหนุ่มฮอตประจำห้อง
เรียนเก่ง ฉลาด เป็นคนง่าย ๆ
รีวิว Anne with an E ทั้ง 3 ซีซั่น!! มองโลกอันสวยงามสดใสผ่านสายตาคุณ แอนน์ที่ต้องมี “น์” 8

Sebastian ‘Bash’ Lacroix
เป็นลูกเรือทำงานอยู่บนเรือสำราญจนกลายมาเป็นเพื่อให้นสนิทของ Gilbert พบกันในช่วงซีซั่น 2
มีหน้าที่ช่วงซีซั่น2-3 เรื่องข้อความสำคัญคนผิวสี
รีวิว Anne with an E ทั้ง 3 ซีซั่น!! มองโลกอันสวยงามสดใสผ่านสายตาคุณ แอนน์ที่ต้องมี “น์” 9

Cole Mackenzie
ผู้เรียนที่ย้ายมาใหม่ในซีซั่น 2 ชอบวาดรูปทำงานศิลปะ
มีหน้าที่สำคัญในซีซั่น 2 กับหัวข้อเรื่องความแตกต่างและ LGBT
รีวิว Anne with an E ทั้ง 3 ซีซั่น!! มองโลกอันสวยงามสดใสผ่านสายตาคุณ แอนน์ที่ต้องมี “น์” 10

Miss Stacy
คุณครูประจำคนใหม่ย้ายเผ่านาสอนช่วงตอนท้ายของซีซั่น 2
เป็นหญิงหม้าย
เป็นคนกล้าคิดกล้าทำในสิ่งต่าง ๆ มีความเป็นผู้นำ
รีวิว Anne with an E ทั้ง 3 ซีซั่น!! มองโลกอันสวยงามสดใสผ่านสายตาคุณ แอนน์ที่ต้องมี “น์” 11

Ka’kwet
เด็กจากเผ่าอินเดียแดงที่อาศัยอยู่ในป่า รู้จักกับแอนน์และเป็นมิตรต่อกัน
เผ่านาในช่วงซีซั่น 3 กับหัวข้อเรื่องความแตกต่างทางเชื้อชาติ
ภาพรวมของซีซั่น 1
รีวิว Anne with an E ทั้ง 3 ซีซั่น!! มองโลกอันสวยงามสดใสผ่านสายตาคุณ แอนน์ที่ต้องมี “น์” 12

ซีซั่นนี้จะปูพื้นฐานไปที่ตัวละครต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตลอดตัวแอนน์ แมทธิว มาริลา ไดอาน่า(เพื่อให้นสนิทของแอนน์) เพื่อให้น ๆ ในห้องเรียน ผู้ใหญ่รอบ ๆ ตัวคุณ และ กิลเบิร์ต  (ชายหนุ่มฮอตประจำห้อง) 

ในซีซั่นนี้เราจะเห็นการพัฒนาของตัวละครแอนน์ที่ต้องปรับตัวกับสังคมใหม่ ๆ แอนน์เมื่อก่อนเป็นเด็กกำพร้า โดนบูลลี่มาตั้งแต่สมัยอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า คุณโดนบูลลี่ทางด้านร่างกาย ที่เป็นเด็กผอม ผมสีส้ม เราจะเห็นในเรื่องยังมีข้อความสำคัญนี้หยิบยกให้เอ่ยถึงกันบ่อย ๆ นอกจากการปรับตัวของแอนน์แล้ว เราก็ได้เห็นมุมมองของใครหลาย ๆ คนที่กล่าวมาด้วย ตัวละครหลัก ๆ จะมีเนื้อเรื่องเป็นของตนเอง ถูกหยิบยกขึ้นมาบ้าง มีที่มาที่ไปของนิสัยในแต่ละคน ทำให้เราได้เข้าใจถึงความประพฤติปฏิบัติ แนวคิดของตัวละครนั้น ๆ ได้อย่างง่ายดาย ฉากสำคัญหลาย ๆ ฉากถือว่าทำให้เราสนุกและมีอารมณ์ร่วมกับตัวละครได้ดี เช่น ฉากที่แมทธิวป่วยไม่สามารถทำงานไร่ได้ ต้องเอาไร่ไปจำนอง เราก็จะรู้สึกคอยให้กำลังทั้งครอบครัวนี้อยู่ เหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวไปด้วย

เอ่ยถึงข้อดีของเรื่องกันไปแล้ว มาเอ่ยถึงข้อเสียของซีรีย์นี้บ้าง แน่ๆว่าตัวซีรีย์มาจากวรรณกรรมเด็กคลาสสิกตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 เนื้อเรื่องมันจึงไม่มีความหวือหวาหรือแปลกใหม่  อุปสรรคของเนื้อเรื่องระหว่างทางไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไรที่เผ่านาก็ตามแต่ เราที่ดูอยู่ก็สามารถเดาได้เลยว่ามันจะผ่านไปได้ด้วยดี นอกจากนี้ สำนวน คำ ที่แอนน์ชอบพูด ที่ใช่ว่าจะถูกใจทุกคน คำพูดของคุณบ่อยครั้งมันดูโอเวอร์จนเกินไป ถ้าใครที่รู้สึกไม่อินกับอะไรแบบงี้ก็อาจจะเบื่อหน่ายตัวซีรีย์นี้ไปเลยก็ได้

สรุปโดยรวมซีซั่นแรกเป็นการปูพื้นฐาน ตัวละครต่าง ๆ ได้ดี มีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ งานภาพ โปรดักชั่น และการแสดงที่ดีของดาราหนังหลาย ๆ คน ยิ่งถ้าเราชอบกลิ่นอายของหนังแนวชนบทย้อนยุคก็จะชอบดูได้ไม่ยาก 
ภาพรวมของซีซั่น 2
รีวิว Anne with an E ทั้ง 3 ซีซั่น!! มองโลกอันสวยงามสดใสผ่านสายตาคุณ แอนน์ที่ต้องมี “น์” 13ภาพรวมซีซั่นนี้เป็นการเปิดเรื่องราวของตัวละครที่เรารู้จักให้ดีมากขึ้นและสมทบด้วยตัวละครใหม่ ๆ ที่ตามมา มีการเล่าถึงข้อความสำคัญของผู้หญิงในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเรื่องการเป็นกุลสตรีในสังคมที่จำเป็นจะต้องแต่งงาน ซีซั่นนี้จะมีตัวละครเพิ่มขึ้นมาค่อนข้างเยอะ มีเนื้อเรื่องที่หลากหลาย และ มีการเจาะลึกตัวละครแต่ละตัวมากขึ้น ทำให้เราเห็นมุมมองที่มาที่ไปของนิสัยแต่ละบุคคลและ มีใจความสำคัญทางสังคมเผ่านาสอดแทรกในเนื้อเรื่องกับตัวละครใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น ตัวละครที่ชื่อ โคล กับหัวข้อการเป็นคนที่แตกต่าง, เซบาสเตียน เพื่อให้นคนดำของกิลเบิร์ต ที่ได้เดินทางทำงานร่วมกัน มีเรื่องของสีผิวเผ่านาเกี่ยวข้อง, 2 โจรนักต้มตุ๋น กับการถูกหลอก, คุณย่าของไดอาน่ากับหัวข้อ LGBTและคุณครูสาวคนใหม่ กับความคิดแบบหัวก้าวหน้า (เน้นสอนการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี)

 

ข้อเสียหลัก ๆ ในซีซั่นที่ 2 ต้องยอมรับว่าบทไม่ได้โดดเด่นเท่าซีซั่นแรก บทมีความหละหลวมแบบแปลก ๆ การเพิ่มความข้องเกี่ยวของตัวละครแบบที่ไม่เข้าใจว่าใส่มาทำไม เช่น ความข้องเกี่ยวมารีลากับชายหนุ่มโจรต้มตุ๋นคนหนึ่ง โดยรวมการเล่าเรื่องของซีซั่นนี้จะมีการเล่าเนื้อเรื่องถูกแยกออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งของแอนน์ ที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในกรีน เกเบิลส์ฝั่งของกิลเบิร์ต ที่ออกไปผจญภัยโลกภายนอก
ภาพรวมของซีซั่น 3 Final season!!!
รีวิว Anne with an E ทั้ง 3 ซีซั่น!! มองโลกอันสวยงามสดใสผ่านสายตาคุณ แอนน์ที่ต้องมี “น์” 14ซีซั่นนี้จะเป็นซีซั่นสุดท้ายของซีรีย์ โดยรวมจะเป็นการขมวดเรื่องราวเอาไว้ทั้งหมด โดยเริ่มมาที่แอนน์นั้นสงสัยในตัวเอง อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน ครอบครัวของตนยังอยู่ไหม เกิดการตามหากันเกิดขึ้น ซีซั่นนี้มีตัวละครใหม่เพิ่มขึ้นมาไม่มากนักโดยจะแบ่งออกตัวละครหลัก ๆ มาเป็น ครอบครัวชาวอินเดียแดง ที่มาพร้อมกับหัวข้อความแตกต่างของชนชาติ และวัฒนธรรม และ แมรี่ เมียของเซบาสเตียนจากซีซั่นที่แล้ว กับข้อความสำคัญครอบครัว ทุกตัวละครมีการเติบโตขึ้น เราได้เห็นการเติบโตของตัวละครที่แอบทำให้เราน้ำตาซึมกันได้เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาตัวตนของแอนน์ การเลือกเส้นทางของไดอาน่า การยอมรับที่จะปล่อยวางของแมทธิวและมาริลา และในที่สุดความเชื่อมโยงของแอนน์กับกิลเบิร์ตก็มีการพัฒนากันได้แล้ว ทั้งสองคนรับความรู้ความรู้สึกต่อกันแล้ว (จริง ๆ มันก็ชัดมาตั้งแต่ซีซั่น 1 แล้วล่ะนะ 55555) ข้อดีของซีซั่นนี้ หลังจากบทที่มีเนื้อหาดรอปลงไปจากช่วงซีซั่น 2 ซีซั่นนี้กลับทำมาได้ดีขึ้น ในแง่ของการแสดง ผู้แสดงที่แสดงอยู่ก็เติบโตขึ้นจากซีซั่นแรก ความเป็นเด็กดูหายไป ทำให้เราคิดว่าตัวละครนั้นไม่เหมือนในซีซั่นที่ผ่านมา ณ ตอนจบนี้แอนน์ได้เติบโตเป็น “สาว” แล้วเรียบร้อย ภายหลังที่เป็น “เด็กสาว” มาตลอดทั้ง 3 ซีซั่นคุณผ่านประสบการณ์ทุกอย่างมาอย่างมาก มีการเรียนรู้ทั้งข้อดีข้อเสียของตนเอง ให้เราได้เห็นกัน สิ่งที่เราชอบมาก ๆ ใน Anne with an E คือการเล่าเรื่องผ่านตัวละครต่าง ๆ นี้แหละ เราได้เห็นพัฒนาการของตัวละครต่าง ๆ เนื้อเรื่องที่น่ารักน่าเอ็นดูสดใสและถูกเล่าออกมาได้อย่างสวยงาม

Patriot Day – “วินาศกรรมปิดเมือง” (2016)

นี่คือผลงานที่ดีที่สุดของผู้กำกับ Peter Berg !

ผลงาน 3 ชิ้นหลังสุดของผู้กำกับ Peter Berg ล้วนหยิบเอาเรื่องราวเหตุการณ์จริงมาขึ้นจอทั้งนั้น เริ่มจากภาคกิจเอาตัวรอดสุดโหดหินของเหล่านาวิกโยธินใน Lone Survivor (2013), หนีตายกลางสมุทรเมื่อแท่นขุดเจาะน้ำมันเกิดระเบิดใน Deepwater Horizon ที่ออกฉายกลางปีนี้และปัจจุบันกับ “Patriots Day” กับเหตุวินาศกรรมเมืองบอสตัน ซึ่งหนังทั้ง 3 เรื่อง Berg ก็ยังใช้งานผู้แสดง Mark Wahlberg มารับบทตัวละครนำทั้งสิ้นอีกด้วย โดย Berg เองก็ได้พิสูจน์ให้เราได้เห็นแล้วว่าเขาเป็นผู้กำกับที่เล่าเรื่องราวของเหตุการณ์จริงๆ ผ่านตัวละครจากบุคคลจริงๆได้เข้มข้น แถมยังมีพัฒนาการในการคุมจังหวะ การดึงอารมณ์ร่วมกับผู้ชมได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จน “Patriots Day” กลายมาเป็นดั่งผลงานที่ผ่านการคัดกรองมาอย่างละเอียดที่สุดของเขาและสามารถพูดได้เลยว่ามันคือผลงานการกำกับชิ้นที่ดีที่สุดของ Peter Berg นับจนถึงเวลานี้

แม้ “Patriot Day” จะมีรูปแบบการเล่าเรื่องที่เหมือนกับ Lone Survivor (2013) และ Deepwater Horizon (2016) เป๊ะๆเลยการคือเปิดเรื่องแบบเรียบๆ แนะนำตัวละครต่างๆ ก่อนจะทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆไปจนจบ พร้อมขึ้นฉากอธิบายบทสรุปของเรื่องราวผ่านข้อมูลจริงและภาพบุคคลจริงๆ แต่สิ่งที่ “Patriot Day” ทำได้เหนือกว่างานก่อนหน้านี้ของ Berg และหนังแนววินาศกรรมทั่วไปก็คือการดึงความรู้สึกผู้ชมไปแตะอารมณ์สะเทือนขวัญ น่าอึดอัด โกรธแค้น เศร้าโศกเสียใจและลุ้นระทึกได้ดีเยี่ยม การที่หนังไม่เลือกที่จะนำเสนอมุมมองตัวละครข้างคนบริสุทธิ์ธรรมดาข้างเดียว แต่เลือกที่จะเล่ามุมมองข้างตัวละครผู้ก่อการร้ายควบคู่กันไปด้วยตั้งแต่ต้นเรื่อง มันจึงยิ่งทำให้หนังมีความน่าสนใจขึ้น แถมยังทำให้เราเห็นภาพเทียบกันชัดเจนขึ้นด้วยกับชีวิตของตัวละคร 2 ฝั่งว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรทั้งหลังและก่อนเกิดเหตุวินาศกรรม

หนังเล่าเรื่องราวเหตุการณ์จริงของเหตุระเบิดวินาศกรรมกลางงานวิ่งมาราธอนเมืองบอสตันเมื่อปี 2013 จนเปลี่ยนเป็นข่าวที่ช็อกไปทั้งโลก ซึ่งหลังจากสิ้นควันระเบิด ตำรวจ Tommy Saunders และเจ้าหน้าที่ในกรมตำรวจบอสตันต้องระดมกำลังทั้งหมดตามล่ามือระเบิด โดยได้รับความช่วยเหลือจาก FBI ในการจัดตั้งหน่วยสืบสวนเฉพาะกิจเพื่อให้ไล่ล่าผู้ก่อการร้ายรายนี้มารับโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งนำไปสู่การทดสอบสปิริตของชาวเมืองทุกคนที่สะท้อนว่าคนธรรมดาก็เป็นฮีโร่ได้และความรัก ความกลมเกลียวเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่เพียงใดในวินาทีที่ความชั่วร้ายเผยออกมา

patriot-day-2016

ส่วนตัวรู้สึกชอบมากที่หนังให้เวลาช่วงต้นในการปูพื้นฐานตัวละคร ‘ผู้เกี่ยวข้อง’ กับเหตุวินาศกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งคนรักชายหนุ่มสาว คู่ตำรวจกับนักศึกษาหรือแม้แต่ตัวละครชายหนุ่มเอเชียที่พึ่งซื้อรถคันใหม่ ตัวละครกลุ่มนี้เป็นคนธรรมดาที่ชีวิตกำลังไปได้สวย ทุกอย่างรอบตัวกำลังอยู่ในวินาทีที่สดใส ซึ่งการให้น้ำหนักในเวลาระยะนี้ที่มากพอทำให้เรารู้สึกผูกพันกับพวกเขา จนเมื่อถึงช่วงเวลาที่เกิดเหตุวินาศกรรม ชะตากรรมของพวกเขาก็มาถึงจุดเปลี่ยน โดยที่มันทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดแทนตัวละครพวกนี้อย่างสุดหัวใจกับสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญและสูญเสียไป มันพาเราอินถึงขั้นที่ว่ารู้สึกโกรธแค้นตัวละครผู้ก่อการร้ายชนิดที่อาจจะให้ตำรวจบอสตันในเรื่องตามจับพวกมันให้ได้ไวๆหรือจับตายมันให้ได้ในวินาทีต่อมาเลยซะจริงๆ

ตัวละครเจ้าหน้าที่ Tommy ตำรวจเมืองบอสตันเป็นตัวละครที่ถูกใส่เสริมเผ่านาเพื่อให้ให้การดำเนินเรื่องปะติปะต่อกันมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นตัวละครที่เป็นตัวแทนตำรวจบอสตันผู้บังคับใช้กฎหมาย แต่ยังเป็นตัวแทนของชาวเมืองอีกด้วย

จากประสบการณ์ตรงกับการโตมาในเขตที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา) ทำให้ส่วนตัวคุ้นเคยกับเหตุความร้ายแรงของการก่อการร้ายมามากพอสมควร นั่นทำให้ส่วนตัวอินกับเรื่องราวในหนังเรื่องนี้มากและต้องขอชื่นชมในตัว Peter Berg ที่ถ่ายทอดฉากการระเบิดกลางเมืองออกมาได้สมจริงอย่างน่าตระหนกตกใจ ภาพระเบิดที่มาพร้อมเสียงดังสนั่น ภาพผู้บาดเจ็บที่นอนจมกองเลือด เสียงคนที่ร้องวิงวอน ภาพคนที่ตกอยู่ในอาการช็อกจนทำอะไรไม่ถูกและภาพของตำรวจและพสกนิกรดีที่ช่วยกันหยิบยื่นความช่วยเหลือกันท่ามกลางความโกลาหล นับเป็นฉากวินาศกรรมกลางเมืองที่น่าขนลุกและสะเทือนอารมณ์ แถมการเลือกใช้วิธีนำเสนอกับการตัดสลับกับภาพจากกล้องวงจรปิดและภาพจากสมาร์ทโฟนรอบรอบๆก็ยิ่งทำให้มันเพิ่มความสมจริงยิ่งขึ้นไปอีก

(หนึ่งในประสบการณ์ที่ใกล้กับเหตุระเบิดมากที่สุดเท่าที่เคยเจอมาก็คือการระเบิดหน้าบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ติดถนนหลังบ้านของเราเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตอนนั้นอาจเพราะอยู่ใกล้จุดระเบิดไม่กี่ร้อยเมตรจึงสัมผัสได้กับแรงสั่นสะเทือนเต็มๆและไม่กี่วินาทีต่อมาหลังเสียงระเบิดคือเสียงสะเก็ดระเบิดสารพัดที่กระเด็นผ่านฟากมากระทบกับหลังคาบ้าน จนเราต้องตั้งสติรีบพาคนในบ้านวิ่งหาที่หลบกันชุลมุนเพราะกลัวสะเก็ดระเบิดจะทะลุหลังคาบ้านลงมาทำอันตราย)

patriots_day_movi

สิ่งที่ “Patriot Day” สะท้อนออกมาได้ดีและสมจริงไม่เพียงแค่ฉากวินาศกรรมที่น่ากลัว แต่ยังรวมไปถึงใจความสำคัญ ‘สปิริต’ ของชาวเมืองบอสตันทุกคนทั้งประชาชนคนทั่วไปและข้างเจ้าหน้าที่สืบสวน หนึ่งคือความตั้งอกตั้งใจของเจ้าหน้าที่ในการทำงานที่จริงจัง ทุ่มเทและไม่ลดละในการทำงาน ต่อมาคือการให้ความร่วมมือต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ชาวเมืองพร้อมใจกันทำตามประกาศขอความร่วมมือต่างๆ รวมทั้งการแจ้งเบาะแสอันเป็นประโยชน์ มันเป็นภาพของเหตุวินาศกรรมที่โหดเหี้ยมที่ถูกโต้ตอบกลับทันทีด้วยความรักและความสามัคคี หนังเรื่องนี้เป็นการนำเสนอการต่อสู้กันระหว่างความดีเลิศและความชั่วร้ายที่พาเราไปสำรวจทั้งแง่มุมด้านสภาพจิตใจ ผลกระทบทั้งสภาพร่างกาย ความรู้สึก และการกลายมาเป็นเรื่องระดับชาติ

ภายในเรื่องมีประโยคหนึ่งที่ตัวละคร Tommy เอ๋ยถึงความดีงามและความชั่ว รวมทั้งคำถามที่ว่า ‘เราสามารถป้องกันเหตุร้ายพวกนี้ได้ไหมอย่างบริบูรณ์แบบ?’ ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ถือเป็นคำสรุปที่ดีพอสำหรับหนังทั้งเรื่องนี้ นั่นคือไม่ว่าเรื่องชั่วร้ายจะเกิดขึ้นกี่ครั้ง แต่คุณงามความดีจะสู้ไม่ถอยและไม่ยอมให้มันชนะ

ผู้กำกับ Peter Berg ยังถือเป็นคนที่ถือว่าถ่ายทอดฉากแอคชั่นออกมาได้ดุเดือดเลือดพล่านมากที่สุดคนหนึ่งและมักใส่อารมณ์ขันลงไปท่ามกลางฉากบรรเลงห่ากระสุนได้ถูกจังหวะ ซึ่งในเรื่องนี้ก็ยังคงมีฉากแอคชั่นสไตล์นั้นปรากฏอยู่ โดยฉากยิงกันกลางถนนยามค่ำคืนใน “Patriot Day” ถือเป็นฉากแอคชั่นตำรวจสู้ผู้ร้ายที่ดิบและโคตรเดือดที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบหลายๆปี ฉากนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงดนตรีในการเร้าเลย มันเริ่มจากเหตุการณ์ธรรมดาๆกับการเฝ้าตามรถคันหนึ่งอย่างเงียบๆ ก่อนมันจะบานปลายไปสู่การเปิดฉากยิงที่ทำเอาถนนเส้นเล็กๆกลางเมืองเปลี่ยนเป็นสมรภูมิรบไปในทันที

ฝั่งดาราทุกรายทำหน้าที่ได้ดี เริ่มจาก Mark Wahlberg ที่รับบทตำรวจบ่อยอยู่แล้ว เรื่องมาดไม่ต้องกล่าวถึง พี่แกดูอินกับบทมาก แถมในเรื่องนี้ยังได้เห็นพี่แกแสดงฉากอารมณ์สะเทือนใจแรงๆด้วย (ส่วนฉากพล่ามมาก ผสมกวนตีนก็ยังคงมีและชวนให้เราคิดไปถึงบทพี่แกใน ‘The Other Guys’ อยู่หน่อยๆ) ส่วน John Goodman, J.K. Simmons, Kevin Bacon และ Michelle Monaghan หน้าที่ก็ถูกเฉลี่ยๆให้ออกมาปริมาณใกล้เคียงกันและเผ่านาช่วยเสริมความเข้มข้นได้พอดี หนังยังมี Melissa Benoist (ซีรี่ส์ Supergirl) และ Lana Condor (จาก X-Men: Apocalypse) โผล่มาร่วมแสดงด้วย